| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- แก้ไขข้อมูลสมาชิก | เข้าระบบผู้ดูแล | ตั้งกระทู้ใหม่ -



อยากรู้จักประวัติของเรือพระที่นั่ง

ไม่ทราบว่าใครมีประวัติของเรือพระที่นั่ง+กาพย์เห่เรือ+การจัดกระบวนต่าง ไหมครับ

หรือเป็นเว็บก็ได้ครับ

สุดท้ายแล้วใครพอมีรูปของเรือพระที่นั่งทุกๆเรือบ้าง
อยากได้มั๊กๆครับ

    โดย : มาวิน  Mail to มาวิน   เมื่อ : 18/06/2005 11:19 PM

 
 
ความคิดเห็นที่: 1


ขอโทษนะคะ .....
หน้าบันทึกนั้น อยู่ใน บันทึกของน้ำตาล #1
ซึ่งเกิดอุบัติเหตุกับโปรแกรมในหน้าบันทึกนั้น หายไปหมดแล้ว
และ ยังไม่มีเวลาทำใหม่ เสียใจด้วยนะคะ ที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้มากๆ แล้ว

ลองเข้าไปค้นหาที่เว็บไซต์ ...
http://www.google.co.th

พิมพ์คำว่า .. เรือพระที่นั่ง .. กาพย์เห่เรือ .. การจัดกระบวน
หรือสิ่งอื่นๆ ที่ต้องการในช่องค้นหา เดี๋ยวข้อมูลที่ต้องการ ก็จะขึ้นมาให้เลือกมากมายคะ

ลองดูนะคะ โชคดีคะ :-)





    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 19/06/2005 01:37 AM


ความคิดเห็นที่: 2

ลองไปดูที่ท่าวาสุกรีสิครับ

    โดย : หนึ่ง   Mail to หนึ่ง  เมื่อ : 19/06/2005 11:55 AM


ความคิดเห็นที่: 3


อยากได้ความหมายของบทเห่เรือครับ
ชวยแปลความหมายที

By: ไม้ 23/06/2005 02:12 AM

    โดย : สำเนา   Mail to สำเนา  เมื่อ : 23/06/2005 05:49 AM


ความคิดเห็นที่: 4


วิธีค้นหาข้อมูลที่เราต้องการ

1. ที่เว็บไซต์http://www.google.co.th
2. ที่ช่องค้นหาของหน้าหลัก ของเว็บไซต์ทั่วๆ ไป ที่เราต้องการค้นหาข้อมูล
3. ใส่ชื่อ หรือ ข้อความ ที่เราต้องการค้นหา อย่างย่อๆ หรือ เต็มประโยค และอย่าลืมตัวสะกดต้องถูกต้อง

ดูตัวอย่างวิธีค้นหาข้อมูลที่ ความคิดเห็นที่ 19
-http://www.numtan.com/story_2/view.php?id=21

\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/


<< เกี่ยวกับกระบวนพยุหยาตราชลมารคฯ >>

1. การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ที่ใช้แสดงในการประชุมเอเปค 2003
-http://www.navy.mi.th/civil/apec2003/kanjutkaboven.htm

2. การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค ที่ใช้แสดงในการประชุม เอเปค 2003
-http://www.navy.mi.th/civil/apec2003/fameindex.htm

3. แฟ้มภาพกระบวนพยุหยาตราชลมารค ที่ใช้แสดงในการประชุม เอเปค 2003
-http://www.navy.mi.th/newwww/document/pictfile/nbargepictfile.html


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

กาพย์เห่เรือ กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในโอกาสประชุมเอเปคฯ พุทธศักราช ๒๕๔๖
ผู้ประพันธ์โดย ..... นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย .. บทที่ ๑ ชมเรือ
-http://www.navy.mi.th/civil/apec2003/verse.htm

๏ ๏ ๏ ลอยลำงามสง่าแม้น .................... มณีสวรรค์
หยาดโพยมเพียงหยัน .................... ยั่วฟ้า
สายชลชุ่มฉ่ำฉัน .................... เฉกทิพย์ ธารฤา
ไหลหลั่งโลมแหล่งหล้า .................... หล่อเลี้ยงแรงเกษม

๏ ๏ ๏ เรือเอยเรือพระที่นั่ง .................... พิศสะพรั่งกลางสายชล
ลอยลำงามสง่ายล .................... หยาดจากฟ้ามาโลมดิน
สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย .................... งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
อวดโฉมโสมโสภิน .................... ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

๏ ๏ ๏ นารายณ์ทรงสุบรรณ .................... ดังเทพสรรเสกงามสม
ปีกป้องล่องลอยลม .................... ดุจเลื่อนฟ้ามาล่องลอย
กระบี่ศรีสง่า .................... งามท่วงท่าไม่ท้อถอย
เรือครุฑไม่หยุดคอย .................... ยุคนาคคล้อยลอยเมฆินทร์

๏ ๏ ๏ อสุรวายุภักษ์ .................... ศักดิ์ศรีคู่อสุรปักษิน
พายยกเพียงนกบิน .................... ผินสู่ฟ้าร่าเริงบน
เรือแซงแข่งเรือดั้ง .................... พร้อมสะพรั่งกลางสายชล
เรือชัยไฉไลล้น .................... ยลเรือกิ่งพริ้งเพราตา

๏ ๏ ๏ ยักษ์ลิงกลิ้งกลอกกาย .................... แลลวดลายล้วนเลขา
รูปสัตว์หยัดกายา .................... พาโผนเผ่นเป็นทิวธาร
นาวาสถาปัตย์ .................... เชิงช่างชัดเชี่ยวชาญฉาน
ท่อนไม้ไร้วิญญาณ .................... ท่านเสกสร้างเหมือนอย่างเป็น

๏ ๏ ๏ ฝีมือลือสามโลก .................... ดับทุกข์โศกคลายเคืองเข็ญ
ยิ่งยลยิ่งเยือกเย็น .................... เห็นสายศิลป์วิญญาณไทย
เจ้าเอยเจ้าพระยา .................... ถั่งธารามานานไกล
เอิบอาบกำซาบใจ .................... หล่อเลี้ยงไทยแผ่นดินทอง

๏ ๏ ๏ รวงทองเหลืองท้องทุ้ง .................... แดดทอรุ้งเหนือเขื่อนคลอง
ข้าวปลามาเนืองนอง .................... เรือขึ้นล่องล้วนเริงแรง
วัดวาทุกอาวาส .................... พุทธศาสน์ธรรมทอแสง
น้ำใจจึงไหลแรง .................... ไม่เคยแล้งจากใจไทย

๏ ๏ ๏ เกลียดใครไม่นานวัน .................... แต่แรกนั้นนานกว่าใคร
เจ้าพระยาหยาดยาใจ .................... คือสายใยหยาดจากทรวง
เห่เอยเห่เรือสวรรค์ .................... เพลงคนธรรพ์ลั่นลือสรวง
ฝากหาวเดือนดาวดวง .................... อย่าลับล่วงอยู่นิรันดร์เทอญ.


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

กาพย์เห่เรือ กระบวนพยุหยาตราชลมารค ในโอกาสประชุมเอเปคฯ พุทธศักราช ๒๕๔๖
ผู้ประพันธ์โดย ..... นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย .. บทที่ ๒ ชมเมือง
-http://www.navy.mi.th/civil/apec2003/verse_02.htm


๏ ๏ ๏ สยามเอยอุโฆษครื้น .................... คุณขจร
สุขสถิตสถาพร .................... ผ่านฟ้า
ไตรรงค์ลิ่วลมสลอน .................... อวดโลก
ตราบเมื่อนี้เมื่อหน้า .................... เมื่อโน้นนิรันดร์เกษม

๏ ๏ ๏ สยามเอย สยามรัฐ .................... งามร่มฉัตรทัดเทียมโพยม
กิตติศัพท์ขับประโคม .................... โครมครืนครั่นลั่นหน้าคง
สุโขทัยไกลสุด .................... ถึงอยุธยายง
ธนบุรีลอยฟ้าลง .................... ทรงศักดิ์ฟื้นคืนคุณขจร

๏ ๏ ๏ รัตนโกสินทร์ศิลป์ .................... สืบระบิลอันบวร
แม่นแม้นแดนอมร .................... ถอนจากฟ้ามาเมืองดิน
เจ้าเอย เจ้าพระยา .................... ถั่งธารามาเรื่อยริน
ทวยไทยได้อาบกิน .................... ลินลาศลุ่มขุมกำลัง

๏ ๏ ๏ งามเอย งามระยับ .................... แวววาววับวัดเวียงวัง
ย่ำค่ำย่ำระฆัง .................... วังเวงหวานซ่านซึ้งเสียง
เจดีย์ศรีสูงเหยียด .................... เสียดยอดท้าฟ้ารายเรียง
ปรางค์ยอดทอดเงาเคียง .................... เลี้ยงตาเมืองเรื้องเรืองรมย์

๏ ๏ ๏ พืชพันธุ์ธัญญาผล .................... เลี้ยงชีพชนดลอุดม
นาสวนชวนชื่นชม .................... ร่มรื่นไม้ไพรพฤกษ์มี
รอยยิ้มพิมพ์ใจสวย .................... ชมรุ่มรวยด้วยไมตรี
เสน่ห์ประเพณี .................... ศรีสง่ามานิรันดร์

๏ ๏ ๏ น้ำใจไม่เคยจืด .................... อยู่ยาวยืดยิ้มยืนยัน
ต่างเพศต่างผิวพรรณ .................... แต่ใจนั้นไม่ต่างใจ
แขกบ้านแขกเมืองมา .................... ไทยทั่วหน้าพาสดใส
ท่านมาจากฟ้าไกล .................... อยู่เมืองไทยไร้กังวล

๏ ๏ ๏ เทคโนอาจน้อยหน้า .................... แต่ข้าวปลาไม่ขัดสน
สินทรัพย์อาจอับจน .................... แต่ใจคนไม่จนใจ
บ้านเรือนไม่หรูหรา .................... แต่สูงค่าปัญญาไทย
หนทางอาจห่างไกล .................... แต่หัวใจใกล้ชิดกัน

๏ ๏ ๏ ศาสนาสถาพร .................... ประชากรเกษมสันต์
ร่มธรรมฉ่ำชีวัน .................... ฟั้นฝึกใจใฝ่ความดี
ราชันขวัญสยาม .................... ปิ่นเพชรงามปักธานี
ร่มพระบารมี .................... ศรีไผทฉัตรชัยชน

๏ ๏ ๏ ไตรรงค์ธงชัยโชค .................... ลอยอวดโลกโบกลมบน
ขวัญฟ้าขวัญตายล .................... ล้นเลิศหล้าศักดิ์ศรีสยาม
เมื่อนี้ตราบเมื่อหน้า .................... คงคู่หล้ากล้าเกียรติงาม
ใครบุกรุกเขตคาม .................... ตามหาญหักรักษ์แผ่นดิน

๏ ๏ ๏ ฟ้าเอย ฟ้าสยาม .................... งามกว่าฟ้าทุกธานินทร์
เพลงสยามทุกยามยิน .................... วิญญาณปลื้มดื่มด่ำเอย.


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

กาพย์เห่เรือ สดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน
เนื่องในโอกาสสมโภชน์ กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
ผู้ประพันธ์โดย ..... อาจารย์ มนตรี ตราโมทย์
-http://www.navy.mi.th/civil/apec2003/verse_03.htm

๏ ๏ ๏ บุญไทยไพจิตรเจ้า .................... จักรวาล
บรมขัตติย์ปัจจุบันกาล .................... ก่อสร้าง
ชูชาติช่วยราษฎร์ศานติ์ .................... สุขสู่ สรรพแล
พระราชกิจเกิดผลกว้าง .................... กวาดร้ายกลายเกษมฯ

<<< ช้าละวะเห่ >>>

๏ ๏ ๏ สมเด็จภูวดล .................... ภูมิพลอดุลยเดช
จักรินปิ่นประเทศ .................... ปกไผทไทยสุขศานติ์

<<< มูลเห่ >>>

๏ ๏ ๏ ด้วยทรงธำรงรัฐ .................... ตามดำรัสปฎิญาณ
ณ ห้องพระโรงธาร .................... วันราชาภิเษกศรี
เราจักครองโดยธรรม .................... นำผองไทยทั่วธานี
ให้อยู่ดีกินดี .................... มีความสุขสิ้นทุกข์ภัย
พระองค์คอยทรงตรับ .................... สดับข่าวชนชาวไทย

๏ ๏ ๏ เดือนร้อนรอนที่ใด .................... เสด็จไปถึงที่นั้น
ผันแปรทรงแก้ไข .................... บำบัดภัยให้สุขสันติ์
น้ำแล้งแต่งแก้พลัน .................... สรรค์เขื่อนฝายส่งสายชล
ที่แล้งแห้งเหือดแสน .................... ฝนเทียมแทนแม้นสายฝน
ดับเข็ญเย็นกระมล .................... ดลพฤกษ์พุ่มชอุ่มงาม

๏ ๏ ๏ ชาวเขาอยู่บนเขา .................... ทั้งแม้วเย้าเนาเขตคาม
เสด็จฝ่าบุกป่าหนาม .................... ตามเยี่ยมเยือนเพื่อเตือนใจ
ให้เลิกให้ละฝิ่น .................... เลิกทิ้งถิ่นทำลายไพร
รู้เปลี่ยนปลูกพืชไร่ .................... เพิ่มผลให้ได้เงินทอง

๏ ๏ ๏ พระทัยใฝ่แต่ช่วย .................... อำนวยให้ไทยทั้งผอง
รู้จักรักปรองดอง .................... ปองจิตร่วมรวมแรงกัน
รู้กิจสหกรณ์ .................... รวมทุนรอนได้ผ่อนผัน
ผลิตดลผลอนันต์ .................... อเนกแท้แก่ชาวไทย

๏ ๏ ๏ พระหวงห่วงปวงชน .................... ทั่วทุกหนแห่งเหนือใต้
ตกออกทั้งนอกใน .................... ชนบทจรดแดน
ยามรัฐอุบัติเหตุ .................... เกิดอาเพศวิกฤติแสน
วิปโยคสบโศกแกลน .................... ทรงแก้ได้ด้วยบารมี

๏ ๏ ๏ พระองค์ทรงสามารถ .................... สรรพศาสตร์ประเสริฐศรี
กีฬาและดนตรี .................... เกษตรเชี่ยวชำนาญการ
ยิ่งยงองค์กษัตริย์ .................... เถลิงรัฐไทยสถาน
นวมินทร์ปิ่นนฤบาล .................... สืบสายวานวงศ์จักรี

๏ ๏ ๏ ทรงครองผองประชา .................... ด้วยเมตตาและปรานี
เหมือนชนกปกเกศี .................... เปี่ยมรักสุดบุตรธิดา
ขอให้ทรงสำราญ .................... โรคภัยพาลอย่าบีฑา
เจริญชนมพรรษา .................... พระพลานามัยทวี

๏ ๏ ๏ ขอรัตนโกสินทร์ .................... อันเป็นถิ่นราชธานี
คู่ราชวงศ์จักรี .................... จงอยู่มั่นนิรันดร
นามเลื่องเรืองรุ่งโรจน์ .................... เกียรติช่วงโชติเกริกกำจร
บรรดาดัสกร .................... จงแพ้พ่ายมลายเทอญ ฯ


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 23/06/2005 05:58 AM


ความคิดเห็นที่: 5


กาพย์เห่เรือกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในงานเอเปค ๒๕๔๖

กาพย์เห่เรือ
กองทัพเรือจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ในโอกาสประชุมเอเปคในประเทศไทย พุทธศักราช ๒๕๔๖
ประพันธ์โดย นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
ผู้เห่ พลเรือตรี มงคล แสงสว่าง

<<< บทที่ ๑ ... ชมเรือ >>>

๏ ๏ ๏ ลอยลำงามสง่าแม้น มณีสวรรค์ ............... หยาดโพยมเพียงหยัน ยั่วฟ้า
สายชลชุ่มฉ่ำฉัน เฉกทิพย์ ธารฤา ............... ไหลหลั่งโลมแหล่งหล้า หล่อเลี้ยงแรงเกษม
เรือเอยเรือพระที่นั่ง พิศสะพั่งกลางสายชล ............... ลอยลำงามสง่ายล หยาดจากฟ้ามาโลมดิน
สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์ ............... โอดโฉมโสมโสภิน ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

๏ ๏ ๏ นารายณ์ทรงสุบรรณ ดังเทพสรรเสกงามสม ............... ปีกป้องล่องลอยลม ดุจเลื่อนฟ้ามาล่องลอย
กระบี่ศรีสง่า งามท่วงท่าไม่ท้อถอย ............... เรือครุฑไม่หยุดคอย ยุดนาคคล้อยลอยเมฆินทร์
อสุรวายุภักษ์ ศักดิ์ศรีคู่อสุรปักษิน ............... พายยกเพียงนกบิน ผินสู่ฟ้าร่าเริงบน
เรือแซงแข่งเรือดั้ง พร้อมสะพรั่งกลางสายชล ............... เรือชัยไฉไลล้น ยลเรือกิ่งพริ้งเพราตา

๏ ๏ ๏ ยักษ์ลิงกลิ้งกลอกกาย แลลวดลายล้วนเลขา ............... รูปสัตว์หยัดกายา พาโผนเผ่นเป็นทิวธาร
นาวาสถาปัตย์ เชิงช่างชัดเชี่ยวชาญฉาน ............... ท่อนไม้ไร้วิญญาณ ท่านเสกสร้างเหมือนอย่างเป็น
ฝีมือลือสามโลก ดับทุกข์โศกคลายเคืองเข็ญ ............... ยิ่งยลยิ่งเยือกเย็น เห็นสายศิลป์วิญญาณไทย
เจ้าเอยเจ้าพระยา ถั่งธารามานานไกล ............... เอิบอาบกำซาบใจ หล่อเลี้ยงไทยแผ่นดินทอง

๏ ๏ ๏ รวงทองเหลืองท้องทุ่ง แดดทอรุ้งเหนือเขื่อนคลอง ............... ข้าวปลามาเนืองนอง เรือขึ้นล่องล้วนเริงแรง
วัดวาทุกอาวาส พุทธศาสน์ธรรมทอแสง ............... น้ำใจจึงไหลแรง ไม่เคยแล้งจากใจไทย
เกลียดใครไม่นานวัน แต่แรกนั้นนานกว่าใคร ............... เจ้าพระยาหยาดยาใจ คือสายใยหยาดจากทรวง
เห่เอยเห่เรือสวรรค์ เพลงคนธรรพ์ลั่นลือสรวง ............... ฝากหาวเดือนดาวดวง อย่าลับล่วงอยู่นิรันดร์เทอญ

๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏


<<< บทที่ ๒ ... ชมเมือง >>>

๏ ๏ ๏ สยามเอยอุโฆษครื้น คุณขจร ............... สุขสถิตสถาพร ผ่านฟ้า
ไตรรงค์ลิ่วลมสลอน อวดโลก ............... ตราบเมื่อนี้เมื่อหน้า เมื่อโน้นนิรันดร์เกษม

๏ ๏ ๏ สยามเอย สยามรัฐ งามร่มฉัตรทัดเทียมโพยม ............... กิตติศัพ์ขับประโคม โคมครืนครั่นลั่นหน้าคง
สุโขทัยไกลสุด ถึงอยุธยายง ............... ธนบุรีลอยฟ้าลง ทรงศักดิ์ฟื้นคืนคุณขจร
รัตนโกสินทร์ศิลป์ สืบระบิลอันบวร ............... แม่นแม้นแดนอมร ถอนจากฟ้ามาเมืองดิน
เจ้าเอย เจ้าพระยา ถั่งธารามาเรื่อยริน ............... ทวยไทยได้อาบกิน ลินลาศลุ่มขุมกำลัง

๏ ๏ ๏ งามเอย งามระยับ แวววาววับวัดเวียงวัง ............... ย่ำค่ำย่ำระฆัง วังเวงหวานซ่านซึ้งเสียง
เจดีย์ศรีสูงเหยียด เสียดยอดท้าฟ้ารายเรียง ............... ปรางค์ยอดทอดเงาเคียง เลี้ยงตาเมืองเรื้องเรืองรมย์
พืชพันธุ์ธัญญาผล เลี้ยงชีพชนดลอุดม ............... นาสวนชวนชื่นชม ร่มรื่นไม้ไพรพฤกษ์มี
รอยยิ้มพิมพ์ใจสวย ชนรุ่มรวยด้วยไมตรี ............... เสน่ห์ประเพณี ศรีสง่ามานิรันดร์

๏ ๏ ๏ น้ำใจไม่เคยจืด อยู่ยาวยืดยิ้มยืนยัน ............... ต่างเพศต่างผิวพรรณ แต่ใจนั้นไม่ต่างใจ
แขกบ้านแขกเมืองมา ไทยทั่วหน้าพาสดใส ............... ท่านมาจากฟ้าไกล อยู่เมืองไทยไร้กังวล
เทคโนอาจน้อยหน้า แต่ข้าวปลาไม่ขัดสน ............... สินทรัพย์อาจอับจน แต่ใจคนไม่จนใจ
บ้านเรือนไม่หรูหรา แต่สูงค่าปัญญาไทย ............... หนทางอาจห่างไกล แต่หัวใจใกล้ชิดกัน

๏ ๏ ๏ ศาสนาสถาพร ประชากรเกษมสันต์ ............... ร่มธรรมฉ่ำชีวัน ฟั้นฝึกใจใฝ่ความดี
ราชันขวัญสยาม ปิ่นเพชรงามปักธานี ............... ร่มพระบารมี ศรีไผทฉัตรชัยชน
ไตรรงค์ธงชัยโชค ลอยอวดโลกโบกลมบน ............... ขวัญฟ้าขวัญตายล ล้นเลิศหล้าศักดิ์ศรีสยาม
เมื่อนี้ตราบเมื่อหน้า คงคู่หล้ากล้าเกียรติงาม ............... ใครบุกรุกเขตคาม ตามหาญหักรักษ์แผ่นดิน
ฟ้าเอย ฟ้าสยาม งามกว่าฟ้าทุกธานินทร์ ............... เพลงสยามทุกยามยิน วิญญาณปลื้มดื่มด่ำเอย

๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏ ๏



โชคดีนะคะ

\[=^-^=]/ ...... \[=^๐^=]/

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 23/06/2005 06:01 AM


ความคิดเห็นที่: 6


เรือราชพิธี ... ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

อ้างอิงจาก ..... หนังสือกระบวนพยุหยาตราชลมารค
ภาพประกอบ และ รายละเอียดต่างๆ ..... กองทัพเรือhttp://www.navy.mi.th


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

1.
#######################################

พยุหยาตราชลมารค .....
คือการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ทางน้ำ

2.
#######################################

พยุหยาตราสถลมารค .....
ริ้วกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เพื่อเสด็จไปนมัสการปูชนียวัตถุ ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร
คือ ..... การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ทางบก

3.
#######################################


ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ .....
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ
ให้จัดพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราชลมารค
เพื่อนำผ้าพระกฐินไปถวาย ณ วัดอรุณราชวรารามมหาวิหาร ... เป็นครั้งแรก

ในการพระราชพิธีสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี .....
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ไปทรงบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชเจ้า ได้มีการแก้ไขปรับปรุง รูปแบบริ้วขบวนเรือใหม่ มีลักษณะงามสง่าดุจดาวล้อมเดือน .....

4.
#######################################

เรือพระที่นั่ง .....
เรือที่สำคัญที่สุดในกระบวนพยุหยาตราชลมารค คือ เรือพระที่นั่ง ซึ่งเป็นเรือที่พระมหากษัตริย์ประทับ หากจะเปรียบเทียบประเภทกับเรือรบโบราณแล้วเรือชนิดนี้ก็ คือ เรือไชยนั่นเอง เรือที่นั่งทุกลำจะประดับประดาและเขียนด้วยลวดลายวิจิตรยิ่ง มีข้อแตกต่างจากเรือลำอื่นคือ เรือพระที่นั่งยังมีชื่อเรียกต่างๆ กันออกไป เช่น

เรือต้น .....
คือ เรือพระที่นั่งของพระมหากษัตริย์
ซึ่งภายหลังหมายถึงเรือลำที่เสด็จฯ ลำคลองเป็นการประพาสต้น

เรือพระที่นั่งทรง .. เรือพระที่นั่งรอง .....
เรือลำที่พระมหากษัตริย์ประทับ และ
ขณะเดียวกันก็มีเรือพระที่นั่งสำรองไว้ในกรณีที่นั่งชำรุด

เรือพลับพลา .....
เป็นเรือที่พระมหากษัตริย์ใช้เปลี่ยนเครื่องทรง

เรือพระที่นั่งกิ่ง .....
เป็นเรือชั้นสูงของเรือพระที่นั่ง ซึ่งสวยงามเป็นพิเศษ มีความเป็นมาว่ากษัตรืย์ไทยสมัยอยุธยาพระองค์หนึ่ง ได้รับชัยชนะหลังจากสงคราม มีผู้หักกิ่งไม้มาปักเข้าที่หัวเรือ นับแต่นั้นมา ก็มีการเขียนลายกิ่งไม้ประดับที่หัวเรือด้วย และโปรดเกล้าฯให้เรียกว่า " เรือพระที่นั่งกิ่ง "

เรือพระที่นั่งเอกชัย .....
เป็นเรือพระทีนั่งเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง มีการแกะสลักลวดลายงามเช่นกัน มักโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ประทับในเรือพระที่นั่งเอกชัยร่วมไปด้วย ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ก็แทบจะไม่แบ่งแยกชั้นเรือพระที่นั่งกิ่งและเรือพระที่นั่งเอกชัยเลย

เรือพระที่นั่งศรีสักหลาด .....
เป็นเรือที่มีมักดาดกัญญาด้วยสักหลาดทุกลำ ต่อมาเรียกเพียงสั้นๆ ว่า " เรือพระที่นั่งศรี " เป็นเรือพระที่นั่งชนิดมีลวดลายสวยงามตลอดข้างเรือ ใช้สำหรับการเสด็จฯ ลำลอง ไม่ได้นำมาเข้าเรือพระราชพิธี ต่อมาภายหลังได้นำเข้ากระบวนพยุหยาตราด้วยเช่นกัน

เรือพระที่นั่งกราบ .....
เรือพระที่นั่งลำเล็กสำหรับใช้ถ่ายลำเสด็จฯ เข้าคูคลองเล็ก

เรือพระประเทียบ .....
คือเรือที่นั่งสำหรับเจ้านายฝ่ายใน สำหรับเรือพระที่นั่งแทบทุกลำ จะต้องทอดบัลลังก์กัญญาที่หลังคาบุษบกหรือพระที่นั่งกิ่ง ในส่วนกลางลำเรืออันเป็นที่สำหรับเรือพระที่นั่งประทับ ส่วนบัลลังก์กัญญามีหลังเป็นประทุมรูปคุ่ม มีม่านทอดและสำหรับนั่งกราบหรือนั่งห้อยเท้าอย่างนั่งเก้าอี้ได้ ส่วนบัลลังก์บุษบก เป็นรูปบุษบกมีฐานสี่เสา หลังคาบุษบกมี ๕ ชั้นปลายยอดมีพุ่มทรงเข้าบิณฑ์ และพระที่นั่งกิ่ง รูปคล้ายเก้าอี้แต่ยกขึ้นสูง ประดับประดาอย่างสวยงาม

เรือเหล่าแสนยากร .....
เรือที่ประกอบอยู่ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค นอกจากเรือพระที่นั่งแล้วยังมีเรืออีกมากมายหลายชนิด ซึ่งมีลักษณะหน้าที่ต่างกันออกไป

เรือดั้ง .....
เรือที่ทำหน้าที่ป้องกันกระบวนหน้า เพราะคำว่า "ดั้ง" หมายถึง "หน้า" เรือดั้งเป็นเรือที่มีส่วนหน้าหัวตั้งสูงงอนขึ้นไป เป็นเรือไม้ก็มี เป็นเรือปิดทองก็มี

เรือพิฆาต .....
เป็นเรือรูปสัตว์ที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ทำหน้าที่นำกระบวนเรือตับแรก เรือพิฆาตแม้จะเป็นเรือรูปสัตว์เช่นเดียวกับเรืออื่นๆ แต่เป็นเรือรูปสัตว์ชั้นรอง จึงเขียนรูปสัตว์ชั้นรอง ซึ่งเขียนรูปด้วยสีธรรมดาไม่ปิดทอง


#######################################

บันทึก ... เกี่ยวกับกระบวนพยุหยาตราชลมารคนั้น มีหลักฐานสืบเนื่องมา ตั้งแต่ ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยได้มีการกล่าว ถึงการจัดริ้วขบวนเรือไป รับพระศรีศรัทธาราชจุฬามุนี ศรีรัตนลังกาทีปมหาสามีเป็นเจ้า หรือ มหาเถรศรีศรัทธา กลับ จากลังกา เมื่อครั้งแผ่นดินพญาลิไท

หนังสือภาพ ... ริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราชลมารค สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถือเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ที่กล่าว ถึงกระบวนเรือพระราชพิธีในสมัยอยุธยา ทั้งยังได้กลายเป็นตำราต้น แบบของ กระบวนพยุหยาตราในสมัยต่อๆมาอีกด้วย

กระบวนพยุหยาตราในครั้งนั้น ... เป็นการ เสด็จฯถวายผ้าพระกฐินและทรงนมัสการพระพุทธบาทที่สมบูรณ์ด้วย ระเบียบ แบบแผน และสง่างามของเรือรบโบราณ โดยมีกระบวนม้า ถวายความอารัก ทั้งสองฝั่งอีกชั้นหนึ่ง นับเป็นกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ที่ไม่ปรากฏว่า มีกระบวนครั้งใดยิ่งใหญ่เท่าอีกเลย ในสมัยกรุงธนบุรี .....


#######################################

นอกจาก ... จะปรากฏในหมายรับสั่งให้จัดกระบวนเรือเพื่อการพระราชพิธีแล้ว ยังมี การสร้างเรือเพื่อการสงครามขึ้นใหม่อีกด้วย กระบวนเรือครั้งสำคัญที่ ปรากฏใน แผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้แก่ การอัญเชิญพระอัฐิสมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ และ การอัญเชิญพระแก้วมรกต เมื่อ วันพฤหัสบดี แรม ๔ ค่ำเดือน ๓ จุลศักราช ๑๑๔๑

ตามหมายรับสั่งเรื่อง ... โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพ ระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกต ที่จังหวัดสระบุรี ความว่า ... ครั้น ณ วันอังคารขึ้น๒ ค่ำเดือน ๔ เพลาเช้า ล้นเกล้าฯ เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกต ณ พระตำหนัก บางธรณี ครั้นเพลาบ่าย ๓ โมง ทรงให้แห่ลงมาพระนครธนบุรี เป็นเรือ เรือชักโขมดยา ดั้งลงมา ชักละครรำ ๓ รามัญรำ ๑ ปลายเชือก ๒ หลังสามป้าน ๔ ... กราบพระที่นั่งทรง ๑ แผง ๘ ... เรือพระเจ้าลูกเธอ ๒๓ ...กราบคู่แห่ชัก ๘๔ ... รวมเรือบริวารอีกจำนวนหนึ่งเป็น ๒๔๖ ลำ

พยุหยาตราชลมารค ... รวมทั้งการเสด็จประพาสตามแม่น้ำลำคลองในรัชกาลที่ ๔ การสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๕ และ ๖ ภายหลังการสมโภชพระนคร ๑๕๐ ปี ในรัชกาลที่ ๗ กระบวนพยุหยาตราชลมารคก็ได้ห่างหายไป ... กระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบัน จึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดกระบวน พยุหยาตราชลมารคเนื่องในวาระฉลอง ๒๐๐ ปีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ เป็นต้นมา จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ .....


#######################################




สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปรากฏกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งสำคัญ ดังต่อไปนี้
- กระบวนพยุหยาตราชลมารคเลียบพระนคร
- กระบวนพยุหยาตราชลมารคในงานสมโภชพระอาราม
- กระบวนพยุหยาตราชลมารคอัญเชิญพระอัฐิ
- กระบวนพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีสมโภชพระนคร


#######################################




กระบวนพยุหยาตราชลมารคเลียบพระนคร

การพระราชพิธีเสด็จฯเลียบพระนคร ครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ เป็นการเสด็จฯ เลียบพระนครในพระราชพิธรบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการ เสด็จฯเลียบพระนครทั้งสถลมารค และชลมารค เมื่อวันพุธที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ จัดเป็นริ้วกระบวน พยุหยาตราใหญ่ชลมารค ๖ กระบวนดังนี้ กระบวนเรือนำเสด็จ ประกอบด้วย เรือแง่ทรายและเรือแช กระบวนเรือเอกชัยอัญเชิญพระไชย เรือกิ่งชลพิมานไชย อัญเชิญพระมหากฐิน เรือกิ่งไกรศรมารถ อัญเชิญผ้าทรงพระพุทธรูป

กระบวนเรือรูปสัตว์ กระบวนเรือกิ่งศรีสมรรถไชย อัญเชิญพระเจดีย์เงิน เรือกิ่งแก้วจักรรัตน์ อัญเชิญพระสุพรรณบัตร กระบวนเรือดั้ง กระบวนเรือ พระราชยาน ประกอบด้วย เรือกิ่งศรีประภัศรไชย เป็นเรือพระที่นั่งทรง เรือกิ่งไกรสรมุข เป็นเรือ พระที่นั่งรอง เรือพระบรมวงศานุวงศ์ ฝ่านหน้าฝ่ายใน รวมทั้งหมด ๒๖๙ ลำ เจ้าพนักงานพลฝีพาย ๑๐,๐๐๐ นาย เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้จัดให้มีกระบวนพยุหยาตราชลมารค เลียบพระนคร อีกวาระหนึ่ง

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเสด็จฯ จากท่าราชวรดิษฐ์ด้วยกระบวนพยุหยาตราใหญ่ชลมารค ไปยังวัดอรุณราชวราราม ตามแบบแผนริ้วกระบวนดังนี้

กระบวนเรือนำเสด็จ ...
ประกอบด้วย เรือพิฆาต เรือแช ตามด้วยเรือรูปสัตว์

กระบวนเชิญผ้าทรงพระพุทธรูป ...
ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งศรีประภัสสรไชย

กระบวนพระราชยาน ...
ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งทรง เรือเอกชัยเหินหาวและเอกชัยหลาวทอง เป็นเรือคู่ชัก เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งสง่างาม

กระบวนเป็นเรือพระที่นั่งรอง ...
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพลับพลา เมื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศล แล้วเสร็จฯ กลับประทับเรือ พระที่นั่งอนันตนาคราช เทียบท่าราชวรดิษฐ์ แล้วเสด็จฯ โดยกระบวนราบคืนสู่พระบรมมหาราชวัง .....


#######################################

กระบวนพยุหยาตราชลมารคในงานสมโภชพระอาราม .....
งานสมโภชพระอาราม มีหลายครั้งด้วยกัน ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีธรรมเนียม การสร้าง และ ปฏิสังขรณ์วัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการสมโภช พระอารามหลายครั้ง

ในปี พ.ศ.๒๓๗๔ ... พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภช วัดราชโอรสาราม อันเป็น วัดประจำรัชกาลพร้อมกับวัดอื่นๆ ที่ทรงปฏิสังขรณ์อีกจำนวนมากในคราวเดียวกัน โดยเสด็จพระราชดำเนิน ยังวัดราชโอรสารามด้วยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ดังปรากฏในพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ... ความว่า รุ่งขึ้น วันจันทร์เดือนยี่ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๓๗๔ เป็นวันสวดมนต์เย็น ก็ได้ ฉลองพร้อมกัน มีการมหกรรมทุกพระอาราม แต่วัดราชโอรสนั้นให้ มีโขนโรงใหญ่ติดรอกตรงหน้าพลับพลาด้วยเรือ และเกณฑ์เรือประพาส ข้าราชการร้องสักวาดอกสร้อยที่ เกาะหน้าพลับพลา เวลาเย็นเสด็จไปฟังสวดพระพุทธมนต์เป็นกระบวนพยุหยาตรา ทรงเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ มีเรือกระบวนรูปสัตว์ทั้งสามวัน ...


#######################################

กระบวนพยุหยาตราชลมารคอัญเชิญพระอัฐิ
หนี่งในพระราชพิธีโบราณที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ไม่บ่อยครั้งนักนั้นคือ พระราชพิธีอัญเชิญพระอัฐิ ในสมัยพระเจ้า กรุงธนบุรีนั้น มีการอัญเชิญพระอัฐิด้วยกระบวนเรือครั้งหนึ่ง .. เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระอัฐิ สมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ จากพระราชวังไป บำเพ็ญพระราช กุศล ถวาย ณ วัดบางยี่เรือใน ดังบันทึกในจดหมายเหตุ การพระราชกุศลสักการะพระบรมอัฐิ .. ความว่า วันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๘ ปีวอก อัฐศก หรือ พ.ศ.๒๓๑๙ .. เสด็จฯ ออกไปบำเพ็ญพระธรรม ณ วัดบางยี่เรือใน ทรง พระกรุณาสั่งพระยามหาเสนา พระยาจักรี ให้เจ้าพนักงานแต่งการเชิญ พระอัฐิสมเด็จพระพันปีหลวง กรมหลวงพิทักษ์เทพามาตย์ ออกไป บำเพ็ญพระราชกุศลบังสุกุล ..

เชิญพระอัฐิสมเด็จพระพันปีหลวง .....
ลงเรือแห่ แต่ฉนวนน้ำเข้าไปพระเมรุ วัดบางยี่เรือใน นิมนต์พระสงฆ์ สพสังวาสหมื่นหนึ่ง ถวายพระมหาทานเป็นอันมาก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงศีล บำเพ็ญพระธรรม ... โดยจัดริ้วกระบวนดังนี้ เรือโขมดยาทอง อัญเชิญ พระอัฐิ ๑ ลำ เรือโขมดยาลาย พร้อมเครื่องสูงแห่นำหน้า ๒ ลำ เรือโขมดยาเงิน พร้อมเครื่องสูงแห่ตามหลัง ๑ ลำ เรือโขมดยาดั้งสีสักหลาด มีแตร สังข์ ๑ ลำ เรือโขมดยาดั้ง มีกลองชนะ ๒ ลำ เรือกราบ เรือแผง เรือมังกุ ๗๒ ลำ รวมทั้งหมด ๗๙ ลำ .....


#######################################

กระบวนพยุหยาตราชลมารคในพระราชพิธีสมโภชพระนคร .....
พระราชพิธีสมโภชพระนคร ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งยิ่งใหญ่ ถึง ๒ ครั้ง มาแล้ว คือเมื่อครั้งฉลองพระนครครบ ๑๕๐ ปี ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ

ในวาระครบ ๒๐๐ ปี ... กรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ ที่ผ่านมานี้ ริ้วกระบวนเรือพยุหยาตราเมื่อเฉลิมฉลองกรุงครบ ๑๕๐ ปี ปรากฏตามหมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมกรุงเทพมหานคร ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๕ ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ... ออกประทับมุขพลับพลาโปรดเกล้าฯ ให้ยาตรา กระบวนเรือรบแล่น จากท้ายน้ำลอดช่องสะพานผ่านหน้าพระที่นั่งถวายลำไปทางเหนือ ถ้วนทุกลำแล้ว กระบวนเรือ พระบรมราชอิสริยยศจึงพายถวายลำต่อไป จนถึงเรือเอกชัยคุ่ชัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินลง จากพลับพลาไปประทับในบุษบกบัลลังก์กันยา เป็นเรือพระที่นั่งรอง

ทหารเรือยิงปืนเฉลิมพระเกียรติยศ ๒๑ นัด ... เสด็จพระราชดำเนินโดย กระบวน พยุหยาตราใหญ่ตามชลวิถี จากท่าหน้าพลับพลาเชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฝั่งธนบุรี ยาตราตาม ลำแม่น้ำเจ้าพระยาไปเทียบเรือพระที่นั่งแทบท่าราชวรดิษฐ์ เสด็จขึ้นทรงรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จกลับพระราชวังดุสิต ... ประกอบด้วยริ้วกระบวน ๔ สายดังนี้ .. เรือกราบกันยา ๒ ลำ .. เรือเสือคำรณสินธุ์ ๑ ลำ .. เรือเสือทยานชล ๑ ลำ .. เรือดั้ง ๒๒ ลำ .. เรือตำรวจนอก ๑ ลำ .. เรือกระบี่รานรอนราพณ์ .. กระบี่ปราบเมืองมาร ๒ ลำ .. เรือกลองนอก ๒ ลำ .. เรืออสูรปักษา .. อสูรวายุภักษ์ หรือ กลองชนะ ๒ ลำ .. เรือสุครีพครองเมือง .. พาลีรั้งทวีป หรือ กลองชนะ ๒ ลำ .. เรือตำรวจใน ๑ ลำ .. เรือครุฑเตร็จไตรจักร .. ครุฑเหิรเกเห็จ หรือ แตร สังข์ ๒ ลำ .. เรือกลองใน ๑ ลำ .. เรือเอกชัยเหินหาว .. เอกชัยหลาวทอง หรือ มโหระทึก ๒ ลำ .. เรือตำรวจ ๔ ลำ .. เรือกราบกันยา ๒ ลำ

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ..... ทอดบัลลังก์บุษบก เป็นเรือพระที่นั่งทรง ๑ ลำ
เรืออเนกชาติภุชลค์ ..... ทอดบัลลังก์กัญญา เป็นเรือพระที่นั่งรอง ๑ ลำ

สำหรับริ้วกระบวนเรือพยุหยาตราในวาระกรุงรัตนโกสินทร์ มีอายุครบ ๒๐๐ ปี
เมื่อ วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ประกอบด้วยริ้วกระบวน ๔ สาย ดังนี้

กระบวนหน้า .....
เป็นเรือริ้วนำกระบวนด้วย .. เรือดั้ง .. เรือพิฆาต .. เรือรูปสัตว์

กระบวนเรือพระที่นั่ง .....
เป็นริ้วกระบวนตอนกลาง มี .. เรืออนันตนาคราช .. เรือสุพรรณหงส์ .. และ เรืออเนกชาติภุชงค์

กระบวนแซงเสด็จ .....
เป็นเรือตามเสด็จ มี .. เรือแซง .. เรือทองขวานฟ้า .. และทองบ้าบิ่น

กระบวนหลัง .....
เป็นเรือท้ายกระบวนใช้เรือดั้งทั้งหมด .....

#######################################

ธรรมเนียมเกี่ยวกับเรือพระราชพิธี .....
ได้ถูก สืบทอดมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู และสืบสานมาดกของชาติ จึงมีการสร้างเรือสำคัญตามแบบอย่างศิลปกรรม โบราณ และจัดกระบวนเรือตาม โบราณราชประเพณีอยู่เนืองๆ นับแต่การเสด็จฯ ถวายพระกฐิน การเสด็จเลียบพระนคร และ การรับ พระราชสาส์นในรัชกาลที่ ๑ .....


#######################################

การจัดริ้วกระบวน และระเบียบพิธี การเห่เรือ
การเห่เรือคือการร้องเพลงเพื่อเป็นจังหวะในการพาย และเพื่อความเพลิดเพลินใน การายเรือ ดังที่สมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ทรง อธิบาย ถึงตำนานการเห่เรือ ว่ามีมูลเหตุมาแต่ การใช้เรือเป็นพาหนะ โดยมีฝีพาย จำนวนมาก จึงต้องอาศัยเสียงเห่เรือเป็นสัญญาณในการพายให้เกิดความ พร้อม เพรียงกันการเห่เรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือที่เรียกว่า การเห่เรือหลวง

ทรง สันนิษฐานว่า ... มีต้นกำเนิดขึ้นโดยพวก พราหมณ์จาก อินเดีย และบทเห่ที่ใช้ในกระบวนเรือหลวงก็สันนิษฐานว่า เป็นคำสวดของพราหมณ์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงนำบทเห่เรือเล่นมาใช้ในการเห่เรือหลวง ซึ่งลักษณะ บทประพันธ์เป็นบทร้อยกรอง ที่ประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพ ๑ บทนำ กับมีบทร้อย กลอง เป็นกาพย์ยานี เป็นบทพรรณาตามอีกหลายบท

แต่สำหรับการเห่เรือเล่น ... เป็นการเล่นอย่างหนึ่งในฤดูน้ำหลาก เช่นเดียวกับ เพลงเรือและดอกสร้อยสักวา ซึ่งมีบทเห่เป็นกลอนสดที่มีเนื้อความสนุกสนาน บทเห่เรือ หรือ กาพย์เห่เรือ ที่ใช้ สำหรับการเห่ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค จึงถือได้ว่า เป็นศาสตร์แห่งภูมิ ปัญญา ทางภาษาของไทยอย่างหนึ่ง และเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของกระบวน พยุหยาตราชลมารค ที่ได้รับสืบทอดเป็นมรดกอันสำตัญควบคู่กันมาแต่โบราณ

กาพย์เห่เรือที่ไพเราะ ... เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ กาพย์เห่ชม กระบวนพยุหยาตราชลมารค และชมนก พระนิพนธ์ในเจ้าฟ้า ธรรมธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา กาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กาพย์เห่ชมชายทะเล พระราช นิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

เรือพระที่นั่ง ... และเรือสำคัญในริ้วกระบวนพยุหยาตราชลมารค เรือสำหรับการ พระราชพิธีในกระบวนพยุหยาตราชลมารคนั้น เดิมทีใช้เป็นเรือสำหรับ การทำศึก สงคราม ลำเลียงกำลังพล และยุทโธปกรณ์ตลอดจนเสบียงอาหาร และเป็นเรือ รบ จู่โจมทางแม่น้ำ เมื่อการสงครามในแม่น้ำห่างหายและหมดสิ้นไปในที่สุด เรือรบ โบราณเหล่านี้จึงกลายเป็น เรือพระราชพิธี สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ และการพระราชพิธีสำคัญๆของพระมหากษัตริย์ไทยสืบมา ก ารพระราชพิธีเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐิน อันเป็นวาระพิเศษแห่งปีกาญจนาภิเษก

#######################################


ปัจจุบันเรือพระราชพิธีสำคัญทั้งหมด ๑๘ ลำด้วยกัน คือ

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกว่า สุวรรณหงส์ ในหนังสือตำนานเรือรบไทยพระนิพนธ์ สมเด็จกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ได้ทรงกล่าวไว้ว่า เรือศรีสุพรรณหงส์ สร้างในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ ในจดหมายเหตุเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๐ มีหมายรับสั่งให้จัด เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือทรงพระบรมธาตุที่ได้มาจาก เวียงจันทร์ ในจดหมายเหตุต่าง ๆ ครั้งรัชกาลที่ ๓ และ รัชกาลที่ ๔ เรียกชื่อเรือนี้ว่า เรือสุพรรณหงส์ พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงเรียกเป็น ศรีสุพรรณหงส์ บ้าง ไชยสุพรรณหงส์ บ้าง

เรือสุพรรณหงส์ ... ได้ชำรุดทรุดโทรมมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ได้ซ่อมแซมมาหลายครั้งจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต่อขึ้นใหม่ เพราะเรือพระที่นั่ง ศรีสุพรรณหงส์ลำเดิมผุพังเกินที่จะซ่อมได้ และเปลี่ยนชื่อ เป็นเรือพระที่นังสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง นายพลตรีพระยาราชสงคราม หรือ กร หงสกุล เป็นนายช่าง ประกอบพิธีลงน้ำ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๕๔ ลำเรือภายนอกทาสีดำ ท้องเรือภายในทาสีแดง ยาว ๔๔.๙๐ เมตร หรือ เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ครั้งรัชกาลที่ ๑ ยาวเพียง ๓๖ เมตร กว้าง ๓.๑๔ เมตร ลึก ๐๙๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๔๑ เมตร กำลัง ๓.๕๐ เมตร ฝีพาย ๕๐ คน นายท้าย ๒ คน นายเรือ ๒ คน หรือนายเรือคนที่ ๑ บังคับบัญชาฝีพายหน้าบัลลังก์กัญญา นายเรือคนที่ ๒ บังคับบัญชา ฝีพายหลังบัลลังก์กัญญา คนถือธงท้าย ๑ คน พลสัญญาณ ๑ คน คนเห่ ๑ คน

เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ... เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง คือเรือพระที่นั่งลำดับชั้นสูงสุดสำหรับ พระมหากษัตริย์ประทับ เรียกว่า เรือพระที่นั่งทรง ปรากฏหลักฐานการสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นใหม่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ต่อมาได้ชำรุดผุพังลง จึงได้สร้างลำปัจจุบันขึ้นแล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระราชทานนามใหม่ว่า เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ...

ลักษณะ ..... โขนเรือเป็นรูปหงส์ จำหลักลายปิดทอง ลำเรือด้านนอกทาสีดำ ภายในทาสีแดง
ความยาว ..... ๔๖.๑๕ เมตร
กว้าง ..... ๓.๑๗ เมตร
กินน้ำลึก ..... ๐.๙๔ เมตร
กำลัง ..... ๓.๕๐ เมตร
เจ้าพนักงานประจำเรือ ..... ฝีพาย ๕๐ นาย นายท้าย ๒ นาย
ปัจจุบันเก็บรักษาที่ ..... พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย


#######################################

เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช .....
เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับหรืออัญเชิญวัตถุสำคัญเรียกว่า เรือพระที่นั่งรอง สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระราชทานนามว่าเรือพระที่นั่งบัลลังก์อนันตนาคราช ต่อมาถึงกาลชำรุดเสื่อมโทรมไป พระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างใหม่ พระราชทานนามว่า 'เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช' กระทั่งถึงปัจจุบัน

ลักษณะ ..... โขนเรือเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียร จำหลักลายปิดทองประดับกระจก ภายนอกทาสีเขียวภายในทาสีแดง
ความยาว ..... ๔๔.๘๕ เมตร
กว้าง ..... ๓.๑๗ เมตร
กินน้ำลึก ..... ๐.๙๙ เมตร
กำลัง ..... ๓.๐๒ เมตร
เจ้าพนักงานประจำเรือ ..... ฝีพาย ๕๔ นาย นายท้าย ๒ นาย
ปัจจุบันเก็บรักษาที่ ..... พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย


#######################################

เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ .....
จัดเป็นเรือพระที่นั่งศรี ในลำดับชั้นรองใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินลำลอง ต่อมา ภายหลังจึงนำเข้ากระบวนพยุหยาตราชลมารค เรียกว่าเรือพระที่นั่งรอง นับเป็นเรือพระที่นั่งลำแรก และลำเดียว ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ลักษณะ ..... โขนเรือจำหลักลายปิดทองรูปพญานาคเล็กๆ จำนวนมาก ภายนอกลำเรือทาสีชมพู ภายในทาสีแดง
ความยาว ..... ๔๕.๖๗ เมตร
กว้าง ..... ๒.๙๑ เมตร
กินน้ำลึก ..... ๐.๙๑ เมตร
กำลัง ..... ๓.๕๐ เมตร
เจ้าพนักงานประจำเรือ ..... ฝีพาย ๖๑ นาย นายท้าย ๒ นาย
ปัจจุบันเก็บรักษาที่ ..... พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

#######################################

- เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙

..... เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่๙ เป็นเรือพระที่นั่งศรีในลำดับชั้นเรือพระที่นั่ง เรียกว่า 'เรือพระที่นั่งรอง' เป็นเรือพระที่นั่งที่มีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นพระราชทานนามว่า 'เรือมงคลสุบรรณ' โขนเรือเป็นพญาครุฑ ต่อมาเสริมรูปจำหลักพระนารายณ์ประทับยืนบนหลังพญาครุฑ ในสมัย รัชกาลที่ ๔ แล้วทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า 'นารายณ์ทรงสุบรรณ' และ

..... ร่วมกระบวนพยุหยาตราชลมารค กระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรุดโทรมลง เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ ลำปัจจุบันจัดสร้างขึ้นใหม่โดย กองทัพเรือและกรมศิลปากร เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในวโรกาส ครบรอบ ๕๐ ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๙

..... ลักษณะ : โขนเรือจำหลักรูปพระนารายณ์ ๔ กร ทรงเทพศาสตรา ตรี คทา จักร สังข์ ทรงเครื่องภูษิตาภรณ์ และ มงกุฏยอดชัย ประทับยืนบนหลังพญาครุฑ ปิดทอง ประดับกระจก พื้นลำเรือทาสีแดงชาด ลำเรือแกะสลักลงรัก ปิดทองประดับกระจก เขียนลายดอกพุตตาน

ขนาด : ความยาว ๔๔.๓๐ เมตร กว้าง ๓.๒๐ เมตร กินน้ำลึก ๑.๑ เมตร

เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9

เป็นเรือพระที่นั่งลำแรกที่สร้างขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน

#######################################

- เรือเสือทะยานชลและเรือคำรณสินธ์

..... เรือทั้งสองลำนี้จัดเป็นเรือแชในลำดับประเภทของเรือเหล่าแสนยากร มีหน้าที่เป็นเรือพิฆาตในกระบวน พยุหยาตรา ไม่พบหลักฐานการสร้าง แต่มีถึง ๖ คู่ในสมัยรัชการที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และมีเพียงคู่เดียว นับจากรัชการที่ ๖ เป็นต้นมา กระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ จึงมีการซ่อมแซมครั้งใหม่ ลักษณะ:โขนเรือเขียนลายน้ำยาสีเป็นรูปหัวเสือ ลำเรือเขียนรายเสือทาสีเหลือง ภายในทาสีแดง

ขนาด: เรือเสือทะยานชล ความยาว ๒๒.๒๐ เมตร กว้าง ๑.๗๕ เมตร กินน้ำลึก ๐.๗๐ เมตร

เรือเสือคำรณสินธุ์ ความยาว ๒๒.๒๓ เมตร กว้าง ๑.๗๕ เมตร กินน้ำลึก ๐.๗๐ เมตร
กำลัง: ทั้งสองลำ ๒.๐๐ เมตร

เจ้าพนักงานประจำเรือ : ฝีพาย ๒๖ นาย นายท้าย ๒ นาย

ปัจจุบันเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย


#######################################

- เรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่น

..... เรือทั้งสองลำจัดเป็นเรือดั้งในลำดับประเภทของเรือเหล่าแสนยากร มีหน้าที่เป็นเรือประตูในกระบวนพยุหยาตราชลมารค สำหรับพระราชพิธีพระราชทานพระกฐินในวโรกาสกาญจนาภิเษกนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างแต่เมื่อ ครั้งสงครามโลกที่ ๒ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต่อมากรมศิลปากรได้นำส่วนหัวและท้ายเรือมาสร้างต่อเติมใหม่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗

..... ลักษณะ : โขนเรือตัดแหลม ปิดทองทั้งหัวและท้ายลำเรือทาสีน้ำมันดำ ไม่มีลวดลาย

ขนาด : เรือทองขวานฟ้า ความยาว ๓๒.๐๘ เมตร กว้าง ๑.๘๘ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๔ เมตร
เรือทองบ้าบิ่น ความยาว ๓๒.๐๐ เมตร กว้าง ๑.๘๓ เมตร
กินน้ำลึก ๐.๖๔ เมตร

เจ้าพนักงานประจำเรือ : ฝีพาย ๓๙ นาย นายท้าย ๒ นาย

ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

เรือทองขวานฟ้า สร้างขึ้นใหม่ (เฉพาะตัวเรือ) เมื่อ พ.ศ.2507 แทนลำเดิมที่ถูกระเบิดได้รับ ความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่ 2

เรือทองบ้าบิ่น สร้างขึ้นใหม่ (เฉพาะตัวเรือ) เมื่อ พ.ศ.2507 แทนลำเดิม ซึ่งถูกระเบิด
ได้รับความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่ 2


#######################################

- เรือเอกชัยเหินหาวและเรือเอกชัยหลาวทอง

..... เป็นเรือประเภทเรือเอกขัยในลำดับชั้นของเรือพระที่นั่ง ซึ่งเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง ทำหน้าที่เป็นเรือ คู่ชักใน กระบวนพยุหยาตรา สำหรับชักลากเรือพระที่นั่ง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปรากฏมีเพียง ๒ ลำ เท่านั้น ต่อมาถูกระเบิดได้รับความเสียหายทั้งสองลำ จากสงครามโลกครั้งที่ ๒ กรมอู่ทหารเรือ และ

..... กรมศิลปากร จึงได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ เมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๐๘ จากหัวและท้ายเรือเดิม

..... ลักษณะ : โขนเรือเป็นไม้รูปดั้งเชิดสูง เขึยนลายรดน้ำรูปเหราหรืด จรเข้ ปิดทอง

ขนาด : เรือเอกชัยเหินหาว ความยาว ๒๙.๗๖ เมตร กว้าง ๒.๐๖ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๐ เมตร
เรือเอกชัยหลาวทอง ความยาว ๒๙.๖๔ เมตร กว้าง ๑.๙๖ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๐ เมตร
กำลัง : เรือเอกชัยเหินหาว ๓.๐๐ เมตร เรือเอกชัยหลาวทอง ๒.๖๕ เมตร

เจ้าพนักงานประจำเรือ : ฝีพาย ๓๘ นาย นายท้าย ๒ นาย

ปัจจุบันเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑสถานเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย

เรือเอกไชยหลาวทอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2508 แทนลำเดิมซึ่งถูกลูกระเบิดได้รับความเสียหาย ในสงครามโลกครั้งที่ 2

#######################################

- เรือครุฑเหิรเห็จและเรือครุฑเตร็จไตรจักร

..... จัดเป็นเรือรูปสัตว์ ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง สันนิษฐานว่ามีมาแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ได้รับความเสียหายจากระเบิด ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ กรมศิลปากร จึงนำโขนเรือเดิมมา ซ่อมแซมขึ้นใหม่ จนถึงในปัจจุบัน

..... ลักษณะ: โขนเรือเป็นรูป พญาครุฑยุดนาค เรือครุฑเหิรเห็จสีแดง เรือครุฑเตร็จไตรจักร สีชมพู

ขนาด: เรือครุฑเหิรเห็จ มีความยาว ๒๘.๕๘ เมตร กว้าง ๒.๑๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๕๖ เมตร เรือครุฑเตร็จไตรจักร ยาว ๒๘.๗๒ เมตร กว้าง ๒.๐๘ เมตร กินน้ำลึก ๐.๕๕ เมตร
กำลัง: ทั้งสอง ๒.๖๑๐ เมตร

เจ้าพนักประจำเรือ: ฝีพาย ๓๔ นาย นายท้าย ๒ นาย

ปัจจุบัน เรือครุฑเหิรเห็จเก็บรักษาที่ พิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือ พระราชพิธี คลองบางกอกน้อย เรือครุฑเตร็จไตรจักร เก็บรักษาที่ โรงเรือท่าวาสุกรี

เรือครุฑเหินเห็จ สร้างขึ้นใหม่ (เฉพาะตัวเรือ) เมื่อ พ.ศ.2511 แทนลำเดิมที่ถูกระเบิดได้รับ ความเสียหายในสงครามโลกครั้งที่ 2

#######################################


- เรือพาลีรั้งทวีป และเรือสุครีพครองเมือง

..... เรือทั้งสองลำเป็นรูปสัตว์ ในประเภทเรือเหล่าแสนยากร จัดเป็นเรือรบโบราณ ติดตั้งปืนใหญ่ที่โขนเรือ ไม่ปรากฏหลักฐาน การสร้าง

..... ลักษณะ : โขนเรือเป็นรูปพญาวานร ปิดทองประดับกระจกภายในสีแดง ภายนอก ทาสีดำ เขียนลวดลายดอกพุตตาน สีทอง เรือพญารั้งทวีปโขนเรือสลัก รูปพญาวานรสีเขียว เรือสุครีพครองเมืองโขนเรือสลักรูปพญาวานรสี แดง

..... ขนาด : เรือพาลีรั้งทวีป ความยาว ๒๙.๐๓ เมตร กว้าง ๒.๐๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๓ เมตร เรือสุครีพครองเมือง ความยาว ๒๙.๑๐ เมตร กว้าง ๑.๙๘ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๐ เมตร

กำลัง : ทั้งสองลำ ๒.๖๐ เมตร

เจ้าพนักงานประจำเรือ: ฝีพาย ๓๔ นาย นายท้าย ๒ นาย

ปัจจุบันเก็บรักษาที่ โรงเรือท่าวาสุกรี
#######################################


- เรือกระบี่ราญรอนราพณ์และเรือกระบี่ปราบเมืองมาร

..... เรือทั้งสองลำเป็นเรือรบโบราณ เพราะมีช่องติดตั้งปืนใหญ่ที่ใต้โขนเรือ ในลำดับชั้นของเรือเหล่าแสนยากร จัดเป็น เรือรูปสัตว์ ใม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ ได้รับความเสียหายจากระเบิดระหว่าง สงครามโลก ครั้งที่ ๒

..... กรมศิลปากรได้จัดสร้างเรือกระบี่ราญรอนราพณ์ขึ้นใหม่ทั้งลำเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ และ ซ่อม เรือกระบี่ ปราบเมืองมารจากหัวเรือเดิม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐

..... ลักษณะ: โขนเรือสลักรูปขุนกระบี่ ปิดทองประดับกระจก ลำเรือ ทาสีดำ เขียนลายดอกพุตตานสีทอง
- เรือกระบี่ ราญรอนราพณ์เป็นขุนกระบี่สีขาว
- เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เป็นขุนกระบี่สีดำ

..... ขนาด : เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ ยาว ๒๘.๓๐ เมตร กว้าง ๒.๑๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๕๖ เมตร
..... เรือกระบี่ปราบเมืองมาร ยาว ๒๘.๘๕ เมตร กว้าง ๒.๑๐ เมตร กินน้ำลึก ๐.๕๖ เมตร

..... กำลัง : ทั้งสองลำ ๒.๖๐ เมตร

..... เจ้าพนักงานประจำเรือ : ฝีพาย ๓๖ นาย นายท้าย ๒ นาย

..... ปัจจุบันเรือกระบี่ราญรอนราพณ์เก็บรักษาที่ โรงเรือท่าวาสุกรี เรือกระบี่ปราบเมืองมารเก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตืเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย .....


#######################################

- เรืออสูรวายุภักษ์และเรืออสูรปักษี

..... เรือทั้งสองจัดเป็นเรือรูปสัตว์ ในประเภทของเรือเหล่าแสนยากร มีช่องปืนที่ใต้โขนเรือ ทำหน้าที่เป็นเรือรบ ในสมัยโบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้าง แต่มีการซ่อมแซมตกแต่งเรืออสูรวายุภักษ์ขึ้นใหม่ใน พ.ศ.๒๕๑๔

..... ลักษณะ : โขนเรือสลักเป็นรูปยักษ์กายเป็นนก ปิดทองประดับกระจก เครื่องแต่งกายสีม่วง ด้านหลังสีเขียว ลำเรือ ภายนอก ทาสีดำเขียนลายดอกพุตตานสีทอง ภายในทาสีแดง เรืออสูรวายุภักษ์กายสีคราม ส่วนเรือ อสูรปักษีกาย สีเขียว

..... ขนาด : เรืออสูรวายุภักษ์ ความยาว ๓๑.๐๐ เมตร กว้าง ๒.๐๓ เมตร กินน้ำลึก ๐.๖๑ เมตร

..... กำลัง : ทั้งสองลำ ๒.๖๐ เมตร

..... เจ้าพนักงานประจำเรือ : ฝีพาย ๓๐ นาย นายท้าย ๒ นาย

..... ปัจจุบัน เรืออสูรวายุภักษ์เก็บรักษาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี คลองบางกอกน้อย เรืออสูรปักษี เก็บรักษาที่ โรงเรือท่าวาสุกรี

#######################################


"พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี มรดกล้ำค่าของไทย "

#######################################


..... ชลมารคพยุหยาตราย้าย เป็นขบวน
เรือรูปสัตว์จำนวน คู่ดั้ง
เรือแซอีกเรือญวน แจวคู่ น่าเฮย
เรือกิ่งที่นั่งทั้ง คู่ให้ทรงรอง

..... ปางทรงที่นั่งต้น โสภิต
เรืออนันตนาครจิตร เจ็ดเกล้า
กฤษณรักษ์ทรงสถิตย์ เกษียรสมุท แม้นพ่อ
เลอหลากเพรงพระเจ้า แด่โพ้นฤามี

"จากโคลงพระราชพิธีทวาทศมาศ"

#######################################

กาพย์เห่เรือ ..... พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ เห่ชมเรือ กระบวน

โคลง
..... ปางเสด็จประเวศด้าว ชลาไลย
ทรงรัตนพิมานไชย กิ่งแก้ว
พรั่งพร้อมพวกพลไกร แหนแห่
เรือกระบวนต้นแพร้ว เพลิศพริ้งพายทอง ฯ

ช้าลวะเห่
..... พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยับจับงามงอน
ค นาวาแน่นเป็นขนัด ล้วนรูปสัตว์แสนยากร
เรือลิ่วปลิวธงสลอน สาครสั่นครั้นครื้นฟอง ..... ฯลฯ


#######################################

ตำนานของบทเห่เรือ ..... คัดลอกจากประชุมกาพย์เห่เรือ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๖ พ.ศ.๒๕๒๘
พระนิพนธ์ ..... สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
----------------------------------------------------------------

..... เวลาคนมากทำการอันใด ซึ่งจะต้องออกแรงในขณะเดียวกัน มักใช้ศัพทสัญญาอย่างหนึ่งอย่างใด สำหรับบอกจังหวะให้ทำพร้อม ๆ กัน ยกอุทาหรณ์อย่างต่ำ เช่น ช่วยกันลากซุง ก็มักร้อง "สาระพา เฮโล" เป็นต้น เป็นศัพทสัญญา พายเรือก็ทำนองเดียวกัน เรือลำใดคนพายมาก ก็ย่อมมีศัพทสัญญา ให้ฝีพายพายพร้อม ๆ กัน อันนี้ เป็นมูลเหตุที่เกิดมีเห่เรือ คงมีมาตั้งแต่เริ่มใช้เรือยาวเป็นพาหนะ และคงมีในประเทศอื่น ๆ ด้วย

..... เมื่อว่าแต่เฉพาะเรื่องเห่เรือของไทยเรา ดูเหมือนมีลักษณะการเห่เรือแต่เดิมมา จะเป็น ๒ ประเภทต่างกัน คือ เห่ เนื่องจากเป็นพระราชพิธี เช่น เห่เรือพระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเสด็จพยุหยาตราทางชลมารค เป็นต้น จะเรียกต่อไปว่า "เห่เรือหลวง" ประเภท ๑ และ เห่ สำหรับเล่นเรือเที่ยวเตร่กันในพื้นเมือง จะเรียกว่า "เห่เรือเล่น" ประเภท ๑ มีเค้าเงื่อนพอเป็นที่สังเกตุอยู่ ๒ ประเภท

..... เห่เรือหลวงนั้น ดังเช่นเวลาพพายช้า มีคนต้นบทชักคำว่า "เหยอว" ฝีพายรับพร้อมกันว่า "เย่อว" ซึ่งยังใช้อยู่จนทุกวันนี้ และเวลาพายจ้ำ เช่น แข่งเรือ ต้นบทชักคำว่า "อีเยอวเยอว" ฝีพายรับ "เย่อว" ดังนี้ กับทั้งบทซึ่งเรียกว่า สวะเห่ ก็อยู่ในประเภทเดียวกัน

..... ด้วยบทเหล่านี้โดยมาก เป็นคำภาษาอื่น มิใช่ภาษาไทย เหตุใดจึงเอามาใช้ เมื่อพายเรือกระบวนหลวง เรื่องนี้ ข้าพเจ้าไปพบเค้าเงื่อนในอินเดีย เมื่อพ.ศ.๒๔๓๔ เวลาพักอยู่ ณ เมืองพาราณสี วันจะข้ามไปแม่น้ำคงคา ไปหามหาราชาเจ้าเมืองพาราณสี ที่วังรามนคร มหาราชาให้เอาเรือขนานสำหรับรับแขกเมืองมารับ เรือนั้น มีคฤหตั้งเก้าอี้ที่นั่งอยู่ข้างท้าย

..... เวลาพายเรือข้ามแม่น้ำคงคา มีต้นบทคนหนึ่ง ชักบทเป็นภาษาสันสกฤต ขึ้นด้วยคำว่า "โอม รามะ" แล้วว่าอะไรต่อไปอีก แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ พอหมดบท ฝีพายทั้งลำก็รับเสียงดัง "เย่อว" พร้อมกัน เห่ไปอย่างนี้ จนถึงท่ารามนคร เห็นชอบกล จึงถามขุนนางผู้กำกับ เขาบอกอธิบายว่า พวกฮินดู ถือว่า เมื่อพระรามจะไปจากโลกนี้ ได้ลงไปทางแม่น้ำคงคา เพราะเหตุนั้น เมื่อจะข้ามแม่น้ำคงคา จึงสวดคำนมัสการพระราม เพื่อเป็นสวัสดิมงคล


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:01 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 32




..... ได้ความดังนี้ จึงสันนิษฐานว่า เห่เรือหลวงนั้น เห็นจะเป็นมนต์ในตำราไสยศาสตร์ ซึ่งพวกพราหมณ์พาเข้ามาแต่ดึกดำบรรพ์ เดิมก็คงจะเห่เป็นภาษาสันสกฤต แต่นานมาก็เลือนไป จึงกลายเป็น "เหยอวเย่อว" อย่างทุกวันนี้ แต่ยังเรียกในตำราว่า "สวะเห่" "ช้าลวะเห่" และ "มูลเห่" พอได้เค้าว่า ได้มาแต่อินเดีย

..... เห่เรือเล่นนั้น ก็คงมีมาตั้งแต่แรกใช้เรือยาว เพื่อความรื่นเริง และให้ฝีพายพายพร้อม ๆ กัน จึงหาบทในภาษาไทย อันจะชวนให้รื่นเริงมาเห่เรือ ถ้าจะยกตัวอย่างเทียบ ก็ทำนองเดียวกับให้ทหานเดินกระบวนร้องเพลง พอเพลิดเพลินอย่างทุกวันนี้ แต่กระบวนพายเรือเล่น ใช้จังหวะแต่ ๒ อย่าง คือ จังหวะจ้ำอย่างหนึ่ง กับจังหวะปรกติอย่างหนึ่ง จังหวะช้าอย่างพาย "นกบิน" เรือหลวงหาใช้ไม่

..... บทสำหรับเห่เรือเล่นเมื่อพายจ้ำ ตามที่สังเกตมา ดูเหมือนไม่มีต้นบท บทอันใดฝีพายขึ้นใจ ก็เอามาใช้ร้องพร้อม ๆ เช่น "หุยฮาโห่ฮิ้ว" "มาละเหวยมาละวา" "สาระพาเฮโล" เหล่านี้ เป็นต้น แต่ส่วนบทเห่สำหรับปรกตินั้น ใช้เป็นบทกลอน มีต้นบทขึ้นก่อน แล้วฝีพายรับต่อไป อธิบายที่กล่าวมานี้ เป็นเค้าเงื่อนตั้งต้นเดิมของเห่เรือ คือว่า มีเห่เรื่องหลวงอย่างหนึ่ง เห่เรือเล่าอย่างหนึ่ง มาแต่โบราณ


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:03 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 33




..... ถ้าว่าถึงบทเห่เรือ เรือกระบวนหลวงแต่โบราณ จะใช้บทอันใดเห่ ข้อนี้หาทราบไม่ บทที่ใช้เห่เรือกระบวนหลวง ในปัจจุบันนี้ เอาบทเห่เรือเล่น ซึ่งเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทรงแต่งเมื่อตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยามาใช้ และพึ่งเอามาใช้เมื่อในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร์ (ข้อนี้มีหลักฐาน ที่โคลงเรื่องพยุหยาตราทางชลมารค กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงแต่งเมื่อรัชกาลที่ ๓ มิได้กล่าวถึงเห่เรือเลย แม้ในหนังสือเรื่องอื่น อันแต่งในกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนรัชกาลที่ ๔ ก็มิได้ปรากฎกล่าวถึงเห่เรือกระบวนหลวง) แต่ปรากฎอยู่ในเห่เรือ ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ตอนชมเรือพระที่นั่ง ว่า

"เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ..... ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง ..... ร้องโห่เห่โอ้เห่มา"

..... เป็นอันแสดงว่า มีบทสำหรับเห่เรือพระที่นั่ง แต่ที่ว่า "ร้องโห่เห่โอ้เห่" ดูตรงกับคำในสวะเห่ ชะรอยจะใช้บทสวะเห่นั้นเอง เป็นบทสำหรับเห่เรือหลวงดอกกระมัง บางทีสวะเห่นั้น จะมีกระะบวนเห่เป็นอย่างหนึ่ง ซึ่งเห่ได้ยืดยาว พึ่งจะตัดเสียให้สั้น เพียงรักษาไว้มิให้สูญเสียทีเดียว เมื่อเอาบทเห่เรือเล่นมาใช้เห่เรือหลวง บทเห่ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ อีกแห่งหนึ่ง ว่า

"เรือไชยไวว่องวิ่ง ..... รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
เสียงเส้าเร้าระดม ..... ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน"

บทนี้ ความส่อว่า เรือกระบวนแห่เสด็จ ใช้กระทุ้งเส้า ให้จังหวะฝีพายแทนเห่


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:06 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 34




..... ลักษณะเห่เรือเล่นนั้น เหตุด้วยในแขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหัวเมืองที่ใกล้เคียง เป็นท้องทุ่งที่ลุ่ม หน้าแล้งมีแม่น้ำลำคลอง สำหรับใช้เรือได้แทบทุกหนทุกแห่ง ถึงหน้าน้ำน้ำหลากท่วมทุ่งทั่วไป การใช้เรือและเล่นเรือ จึงเป็นเครื่องนิยมของชาวเมืองทุกชั้นบรรดาศักดิ์ ความนิยมยังมีต่อมาจนในกรุงรัตนโกสินทร์ แม้เป็นสมัยใช้รถยนต์และเรือยนต์กัน บัดนนี้ ก็ยังมีคนชอบเล่นเรือพายตามอย่างโบราณอยู่ไม่ขาด

..... ในสมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยายังเเป็นราชธานี ฤดูการเล่นเรือ ดูเหมือนจะเริ่มแต่ออกพรรษา ตั้งแต่เดือน ๑๑ แรม ๑ ค่ำ ไปจนสิ้นเดือน ๑๒ ในเวลาฤดูเล่นเรือนั้น นัดกันไปไไหว้พระและทอดกฐินตามวัดต่าง ๆ ในเวลากลางวัน และนัดกันไปทอดผ้าป่าในเวลากลางคืน ตามตำบลหนึ่ง ก็มีเรือยาวลำหนึ่งหรือสองลำ พวกชาวบ้านในตำบลนั้น ลงเรือไปด้วยกัน (ยังมีเป็นประเพณีอยู่ตามหัวเมือง คือ พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น จนทุกวันนี้)

..... แต่โบราณ เจ้านายและขุนนาง ต่างก็เห็นจะมีเรือยาวให้ผู้คนข้าไทพายไปเข้าประชุมเรือเล่น กับราษฎรในฤดูเล่นเรือ เช่นกล่าวมา เวลาพายเรือไป ก็เห่เรือ ครั้นไปถึงที่ประชุมจอดเรือแล้วก็เล่นเพลงและดอกสร้อยสักวาต่อไป เป็นเครื่องรื่นเริง

..... การเห่เรือเล่นแต่โบราณนั้น สันนิษฐานว่า จะคิดบทเป็นกลอนสด เช่นเดียวกับเล่นเพลงและดอกสร้อยสักวา ถ้าเจ้าของเรือเล่น เป็นคนชำนิชำนาญการแต่งกลอน ก็แต่งเอง ถ้าไม่สามารถจะแต่งได้เอง ก็ต้องหาผู้อื่นไปเป็นผู้คิดบอกบทเห่เรือ และบทดอกสร้อยสักวาในคนเดียวกันนั้นเอง บทเห่เรือคงมีมาก แต่หากสูญหายไปเสีย ด้วยไม่มีใครจดไว้ บทเห่เรือครั้งกรุงศรีอยุธยา จึงเหลืออยู่แต่บทของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เพราะนับถือกันว่า แต่งดีเป็นอย่างยิ่ง


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:09 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 35




..... บทเห่เรือที่ปรากฏอยู่และรวบรวมพิมพ์ไว้ในสมุดเล่นนี้(เว้นแต่บทของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ และเว้นกาพย์เห่เรือพระนิพนธ์พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ , กาพย์เห่เรือของนายฉันท์ คำวิไล และกาพย์เห่เรือของนายหรีด เรืองฤทธิ์ ซึ่งได้รวบรวมขึ้นภายหลัง) ล้วนเป็นบทแต่งสำหรับเห่เรือเล่นทั้งนั้น ก็เหตุใด จึงเอามาใช้เห่เรือพระที่นั่ง ข้อนี้ ไม่พบจดหมายเหตุ ได้แต่สันนิษฐาน

..... เห็นเค้าเงื่อนมีอยู่ด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แรกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงพระปรารภว่า ประเพณีการลอยประทีปแต่ก่อนมา เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ ต้องทำกระทงใหญ่ ถวายลอยเป็นพุทธบูชา ทุก ๆ ปี ต้องลงทุนรอนกันมากนัก จึงทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้แก้ไขระเบียบการเกณฑ์ ให้ทำเป็นเรือขนาดย่อม ปักเทียนรายตามกระทงเรือถวาย ทรงจุดแล้วลอยเป็นพุทธบูชา แทนกระทงใหญ่

..... ให้เจ้านายทำตามแบบอย่างเรือพระที่นั่ง เจ้าฟ้าและต่างกรมผู้ใหญ่ ชั้นกรมสมเด็จกับกรมพระ ทำเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ต่างกรมชั้นรองลงมา ทำเป็นเรื่อพระที่นั่งศรี พระองค์เจ้าทำเป็นเรื่องพระที่นั่งกราบ ขุนนางผู้ใหญ่ ทำเรือตามทำเนียบตำแหน่งของตน ตั้งแต่เรือรูปสัตว์ลงมา จนเรือกัน และเรือแซ เป็นเรือกระบวนลอยถวายตัว ส่วนพระยาโชฎึกราชเศรษฐีนั้น ให้ทำเป็นเรือสำเภา เรือกระทงที่เกณฑ์ให้ทำดังกล่าวมานี้ ทำหนเดียวแล้วก็ลอยเสมอไป ทุก ๆ ปี ไม่ต้องทำใหม่


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:11 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 36




..... อนึ่ง เมื่อถึงคราวลอยประทีปเดือน ๑๒ โปรดฯ ให้แต่งเรือพระที่นั่งกิ่งจริง ๆ ๒ ลำ ลำหนึ่งตั้งพระชัยวัฒน์ในบุษบก อีกลำหนึ่ง ตั้งพานทองสองชั้น มีพุ่มดอกไม้บูชา ทำฉัตรเทียนเป็นเครื่องสูงตั้งรายสำหรับทรงจุด เมื่อเสด็จลงลอยประทีป โปรดฯ ให้เรือกิ่งใหญ่ ลำที่ทรงพระชัยวัฒน์ มาเทียบที่เรือบังลังก์ก่อนเรืออื่น เสด็จลงทรงจุดไฟเครื่องนมัสการ แล้วเสด็จขึ้นประทัปบนเรือบังลังก์

..... ในเวลาที่จุดไฟตามเครื่องสูงในเรือนั้น โปรดฯ ให้เห่เรือใช้บทของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์บ้าง บทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยบ้าง ถวายทรงตามพอพระราชหฤทัย แล้วจึงให้เคลื่อนเรือนั้นไป

..... สันนิษฐานว่า ที่เอาบทเห่เรือเล่น มาใช้เห่เรือหลวง จะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเปลี่ยนระเบียบการลอยพระประทีป แล้วจึงโปรดฯ ให้ใช้เวลาเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคต่อมา

..... ว่าตามที่เคยสังเกตเห็น ลักษณะเห่เรือกระบวนหลวง ซึ่งตั้งเป็นแบบมาแต่รัชกาลที่ ๔ นั้น เมื่อเสด็จลงประทัปในเรือพระที่นั่งแล้ว หลวงพิศณุเสนี กับขุนรามเภรี ผู้เป็นต้นบท (จะเป็นโดยตำแหน่ง หรือโดยเฉพาะตัว ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่) คนหนึ่งนั่งคุกเข่าประนมมือ เห่โคลงนำกาพย์ บางทีเรียกกันว่า เกริ่นโคลง ก็เคยได้ยิน เมื่อจบบทโคลงแล้ว บ่อโทนจึงบอก "ออกเรือพระะที่นั่ง" พลพายนกบินจังหวะช้า (เพราะเดส็จไปพระราชทานพระกฐิน วัดอรุณราชวราราม ระยะะทางใกล้กับท่าราชวรดิฐ) และเรือตามน้ำไม่หนักแรง ผจงพายเอางามได้ ใช้ทำนองเห่ช้า


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:13 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 37




..... เข้าใจว่า ได้กับที่เรียกในตำราว่า ช้าลวะเห่ พอจวนจะถึงที่ประทับ ต้นบทก็ชักสวะเห่ คำนี้ จะหมายความอย่างไร ยังคิดไม่เห็น คะเนพอจบบท เรือพระที่นั่งก็ถึงท่าฉนวนที่จอด ครั้นขากลับ เรือทวนน้ำ ต้องพายหนัก จึงพายจังหวะเร็วขึ้น ใช้เห่ทำนองเร็ว มีพลพายรับ "ฮะไฮ้" นั้น เข้าใจว่า ได้กับที่เรียกในตำราว่า มูลเห่ คงหมายความว่า เห่เป็นพื้น เมื่อจบพายจ้ำ ๓ ทีส่งทุกบท ลักษณะการเห่เรือหลวง เคยเห็นดังกล่าวมานี้

บทเห่เรือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์

..... บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ มี ๒ เรื่อง เรื่องที่หนึ่ง ชมพยุหยาตราทางชลมารค ขึ้นต้นแต่ "พระเสด็จโดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย" ต่อชมกระบวนเรือ ว่าด้วยชมปลา ชมไม้ ชมนก เป็นนิราศ

..... บทเห่เรือนี้ เห็นได้ในสำนวนว่า เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ทรงนิพนธ์ สำหรับเห่เรือพระที่นั่งของท่านเอง เวลาตามเสด็จขึ้นพระบาท ออกจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเช้า พอเย็น ก็ถึงท่าเจ้าสนุก

..... บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ เรื่องที่ ๒ นั้น เป็นคำสังวาส เอาเรื่องพระยาครุฑลักนางกากีมาทำบท ขึ้นต้นว่า "กางกรโอบอุ้มแก้ว เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์" แล้วว่าต่อไป เป็นกระบวนสังวาสจนจบ

..... ถ้าสังเกตจะเห็นได้ในสำนวนว่า เอาเรื่องจริงอันเป็นความขำลี้ลับ ในพระหฤทัยของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ออกมาว่า ตลอดทั้งเรื่อง เรื่องที่ว่านั้น อาจจะรู้ได้ในปัจจุบันนี้ ด้วยมีปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร ที่ได้กล่าวถึงเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ลอบผูกสมัครรักใคร่ กับเจ้าฟ้าสังวาล จึงเข้าใจว่า บทเรื่องหลังนี้ ว่าด้วยเรื่องสังวาสเจ้าฟ้าสังวาลทั้งสิ้น

..... ด้วยเหตุนี้ แต่เดิมเห็นจะใช้บทเรื่องนี้เห่ แต่เฉพาะเวลาทรงเรือประพาสโดยลำพัง เช่นเที่ยวทุ่ง เป็นต้น


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:15 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 38




บทเห่เรือ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

..... บทเห่เรือ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นั้น ตั้งแต่ชมกับข้าวของกิน ขึ้นว่า "มัศหมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง" เป็นต้น ตลอดจนว่าด้วยงานนักขัตฤกษ์ เข้าใจว่า ทรงพระราชนิพนธ์แต่เมื่อในรัชกาลที่ ๑ ผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า พระราชนิพนธ์นี้ ทรงชมสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี แต่ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ด้วยกระบวนแต่งเครื่องเสวย ไม่มีผู้ใดจะดีเสมอ

..... ในครั้งนั้น บทเห่เรือ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์ ก็สำหรับเห่เรือประพาส มิได้ใช้ในราชการ เรื่องเห่เรือในราชการนั้น โคลงพยุหยาตราพระราชกฐิน ซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ไม่ได้กล่าวถึงเห่เรือเลย จึงเข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้เอาบทเห่เรือ ทั้งบทครั้งกรุงศรีอยุธยา และบทพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ ๒ มาใช้เห่เรือในราชการ แต่เมื่อในรัชกาลที่ ๔


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:18 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 39




บทเห่เรือ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

..... บทเห่พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ นั้นมีอยู่ ๔ บท คือบทชมสวนบทหนึ่ง ชมนกบทหนึ่ง ชมไม้บทหนึ่ง ชมโฉมบทหนึ่ง ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อใช้บทเห่เรือเล่นเห่เรือหลวงเป็นประเพณีมาแต่รัชกาลก่อนแล้ว สำหรับให้เห่ถวายเวลาเสด็จลงลอยพระประทีปดังกล่าวมา ไม่ใคร่จะได้ใช้ในที่อื่น นาน ๆ ได้ยินเอาไปเห่กระบวนพระกฐินพยุหยาตราครั้งหนึ่ง


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:21 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 40




บทเห่เรือ พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

..... บทเห่พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์พระราชทาน สำหรับพิมพ์ในหนังสือสมุทรสาร อุดหนุนราชนาวีสมาคม เมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๕๗ เอาเค้าเรื่องบทเห่เรือเก่ามาเทียบ กับสิ่งซึ่งเป็นอยู่ในสมัยทรงพระราชนิพนธ์ เป็นต้นว่า เห่เก่าชมกระบวนเรือพาย ซึ่งเป็นเรือพระที่นั่งและเรือรบเรือไล่ในครั้งนั้น พระราชนิพนธ์ทรงชมเรือพระที่นั่งและเรือรบเรือไล่ ซึ่งเป็นเรือกลไฟในเวลานี้ ถึงบทอื่น ก็ทรงเทียบให้ตรงกับการที่เป็นอยู่ ทั้งในทางที่พรรณนา และในทางกลอนสังวาส

..... ถ้าผู้เป็นนักเรียนโบราณคดี อ่านด้วยความสังเกต บทเห่เรือตั้งแต่แต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา และที่แต่งครั้งรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ และพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ จะได้ประโยชน์ความเข้าใจการที่เปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ ทั้งความนิยมและการงาน นอกจากประโยชน์ที่ได้ในทางอ่านหนังสือกลอนที่แต่งดีอีกส่วนหนึ่ง


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:22 น. --- IP : 203.107.194.109


ความคิดเห็นที่ 41




..... บทเห่เรือพระราชนิพนธ์สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมนริศรานุวัติวงศ์

..... บทเห่เรือพระราชนิพนธ์สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมนริศรานุวัติวงศ์นั้น สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทูลเชิญให้ทรงพระนิพนธ์ เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยมีการสมโภชส่วนกระทรวงทหารเรือ สนองพระเดชพระคุณ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ มีการตกแต่งสสถานที่ในกรมทหารเรือ แถวท่าราชวรดิฐทั้งสองฟากแม่น้ำ ตลอดถึงวัดอรุณราชวราราม และมีกระบวนแห่เรือในแม่น้ำ บทเห่เรือนี้ เห่ในเรือพระที่นั่งกิ่ง เมื่อมาจอดถวายชัยมงคล ที่ท่าราชวรดิฐ


โดย น้ำตาล เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2546, 18:24 น. --- IP : 203.107.194.109





ที่มา :::::http://www.geocities.com/lekpage/kaphe01.htm

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 15:42 น. --- IP : 203.107.130.10


ความคิดเห็นที่ 52




ที่มา :::::http://www.geocities.com/lekpage/kaphe01.htm

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 16:01 น. --- IP : 203.107.130.10


ความคิดเห็นที่ 53




ที่มา :::::http://www.geocities.com/lekpage/kaphe01.htm

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 16:06 น. --- IP : 203.107.130.10


ความคิดเห็นที่ 54




ที่มา :::::http://www.geocities.com/lekpage/kaphe01.htm

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 16:08 น. --- IP : 203.107.130.10


ความคิดเห็นที่ 55




ที่มา :::::http://www.geocities.com/lekpage/kaphe01.htm

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 16:11 น. --- IP : 203.107.130.10


ความคิดเห็นที่ 56




ที่มา :::::http://www.geocities.com/lekpage/kaphe01.htm

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 16:21 น. --- IP : 203.107.130.10





"กาพย์เห่เรือ" ..... พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ เห่ชมเรือ กระบวน

๏๏๏ สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย ............... งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ ............... ลินลาศเลือนเตือนตาชม
๏๏๏ เรือไชยไวว่องวิ่ง ............... รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
เสียงเส้าเร้าระดม ............... ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน ... ฯ

มูละเห่
๏๏๏ คชสีทีผาดเผ่น ............... ดูดังเป็นเห็นขบขัน
ราชสีห์ทียืนยัน ............... คั่นสองคู่ดูยิ่งยง
๏๏๏ เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ ............... แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง
เพียงม้าอาชาทรง ............... องค์พระพายผายผันผยอง

๏๏๏ เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน ............... โจนตามคลื่นฝืนฝาฟอง
ดูยิ่งสิงห์ลำพอง ............... เป็นแถวท่องล่องตามกัน
๏๏๏ นาคาหน้าดังเป็น ............... ดูขะเม่นเห็นขบขัน
มังกรถอนพายพัน ............... ทันแข่งหน้าวาสุกรี

๏๏๏ เลียงผาง่าเท้าโผน ............... เพียงโจนไปในวารี
นาวาหน้าอินทรีย์ ............... ที่ปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม
๏๏๏ ดนตรีมี่อึงอล ............... ก้องกาหลพลแห่โหม
โห่ฮึกครึกครื้นโครม ............... โสมนัสชื่นรื่นเริงพล

๏๏๏ กรีฑาหมู่นาเวศ ............... จากนคเรศโดยสาชล
เหิมหื่นชื่นกระมล ............... ยลมัจฉาสารพันมี ..... ฯ

..............................................................................................................
จากหนังสือ : ประชุมกาพย์เห่เรือ กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร

โดย น้ำตาล เมื่อ วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2546, 16:32 น. --- IP : 203.107.130.10



ความคิดเห็นที่ 62

<> กาพย์เห่เรือ <>
ผู้แต่ง ...... เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือเจ้าฟ้ากุ้ง
ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ลักษณะคำประพันธ์ ..... แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท ตามด้วยกาพย์ยานี 11
ไม่จำกัดจำนวนบท กาพย์เห่เรือนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในเรื่องพรรณนาโวหาร

ที่มาของเรื่อง ..... การเห่เรือของไทยได้แบบแผนมาจากอินเดีย ซึ่งใช้เห่บูชาเทพเจ้า
แต่ของไทยใช้ขับร้องเล่นเพื่อให้จังหวะฝีพายขับเห่ในขบวนเสด็จประพาสทางชลมารค
เพื่อผ่อนแรงให้เพลิดเพลิน ในที่นี้เจ้าฟ้ากุ้งทรงพระนิพนธ์สำหรับเห่เรือของพระองค์เอง
ในคราวเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี

จุดมุ่งหมายของเรื่อง ..... ใช้สำหรับพวกฝีพายขับเห่
ในเวลาเสด็จพยุหยตราทางชลมารคโดยเฉพาะ

จุดประสงค์การเรียนรู้ ..... เรื่อง กาพย์เห่เรือ
1. นักเรียนบอกประวัติผู้แต่งกาพย์เห่เรือได้
2. นักเรียนอธิบายประวัติความเป็นมาของการเห่เรือได้
3. นักเรียนระบุเนื้อหาของกาพย์เห่เรือได้
4. นักเรียนบอกคุณค่าที่ได้รับจากเรื่องกาพย์เห่เรือได้

ความรู้ประกอบในการเรียน
1. ตำนานการเห่เรือ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า
การเห่เรือของไทยน่าจะได้แบบอย่างมาจากประเทศอินเดีย
แต่ประเทศอินเดียใช้เป็นมนตร์ ในตำราไสยศาสตร์บูชาพระราม
ส่วนของประเทศไทยใช้เห่บอกจังหวะฝีพายพร้อมกัน
เพื่อเป็นการผ่อนแรงในการพายและทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน

2. ประเภทของการเห่เรือ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1) เห่เรือหลวง เป็นการเห่เนื่องในงานพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนิน
โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เช่น ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ในคราวสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี

2) เห่เรือเล่น เป็นการเห่เวลาเล่นเรือเที่ยวเตร่เพื่อความสนุกสนารื่นเริง
และให้จังหวะฝีพายพายพร้อมกัน การเห่เรือในปัจจุบันนำเอาบทเห่เรือเล่น
ที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงพระนิพนธ์ไว้ ซึ่งใช้เห่เรือมา
ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

3 ลำนำการเห่เรือ มี 3 อย่าง คือ
1) สวะเห่ ใช้เห่เมื่อเรือเข้าเทียบท่าเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง
2) ช้าสวะเห่ เป็นเห่ช้า ใช้พลพายในท่านกบิน
3) มูลเห่ เป็นเห่เร็ว ใช้เห่ต่อจากช้าสวะเห่ ใช้พายเมื่อเรือทวนกระแสน้ำ
การเห่โคลงนำกาพย์เรียกว่า "เกริ่นโคลง"

4. กาพย์เห่เรือ มีลักษณะคล้ายกาพย์ห่อโคลง
โดยขึ้นต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท แล้วแต่งกาพย์ยานีหลายๆ บท
ให้มีเนื้อหาขยายเพิ่มเติมไปจากโคลงบทนั้น
_________________________________________________
ที่มา :::::http://www.bms.ac.th/~achara/boat/index.html



ความคิดเห็นที่ 63

๏๏๏ สรุป ..... ถ้าเราอยากจะทราบ
หรือ กล่าวถึง "กาพย์เห่เรือ" ว่าให้คุณค่าทางด้านอะไรบ้างนั้น ...?????
เราต้องอ่าน บทเรียนของ "กาพย์เห่เรือ" นั้น อย่างตั้งใจ และ จริงจังจริงๆ
แล้วเราก็จะรู้สึกซาบซึ้งกับบทพระราชนิพนธ์นั้น อย่างจับใจ และมีความภูมิใจ
ปลาบปลื้มในมรดกของไทยชิ้นนี้อย่างมากมายอีกด้วย

๏๏๏ กาพย์เห่เรือ นี้ ..... เป็นกาพย์สำหรับฝีพายเห่ในกระบวนเรือ
เสด็จในงานพระราชพิธี หรือ งานเสด็จประพาสกาพย์เห่เรือ ของพระ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศนับ
เป็นกาพย์เห่เรือเรื่องแรกในบรรดาวรรณกรรมที่เกี่ยวกับการเห่เรือ

๏๏๏ ความมุ่งหมาย ..... แต่แรกเริ่มก็เพื่อใช้ในขบวนเรือพระที่นั่งเวลาเสด็จโดยชลมารคเท่านั้น
แต่ปัจจุบัน ประเทศของเรามีธุรกิจการค้าติดต่อกับประเทศอื่นๆมากมาย และในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
ประเทศไทยของพวกเราทุกๆคน ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ การประชุมเอเปค ๒๐๐๓
ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างผู้นำของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเซีย – แปซิฟิก ในการร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ๒๐๐๓
โดยรัฐบาลกำหนดให้ใช้หอประชุมกองทัพเรือที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ เป็นสถานที่จัดเลี้ยง
สำหรับผู้นำประเทศต่างๆ และมอบหมายให้กองทัพเรือจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารค
เพื่อแสดงในงานเลี้ยงรับรองดังกล่าวในวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๔๖

๏๏๏ ซึ่งที่มาของ "การแสดงกระบวนพยุหยาตราชลมารค"นั้น
ก็เพราะการประชุมฯ ในครั้งนี้มีขึ้นที่ ประเทศไทย และ เราได้ใช้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
เป็นตราสัญลักษณ์ของงานนี้ฯ ก็จึงจำเป็นที่เราจะต้องแนะนำให้ชาวโลก ได้รู้จักที่มาของ
ตราสัญลักษณ์ ฯ และ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ของไทยเราด้วย

๏๏๏ คุณค่าที่ได้ทางด้านสังคม ก็น่าจะให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณี และ ค่านิยมต่างๆ
คณะจัดงานฯ เก่งมากนะคะ ที่สามารถนำ การแสดงกระบวนพยุหยาตราชลมารค มานำเสนอ
เพื่อสื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ อารยธรรม และ ขนมธรรมเนียมประเพณีของไทย ที่สืบเนื่องความเจริญ
อันดีงามมาเป็นเวลาช้านาน ของประเทศไทยเรา ว่าสวยงามตระการตามากมายเพียงใด
และ ยังเป็นการยากมากๆ ที่จะหาประเทศใดๆในโลกนี้มาทัดเทียมประเทศไทยของเราได้อีกด้วย

๏๏๏ ลักษณะการแต่ง ..... โคลงสี่สุภาพนำ 1 บท เรียกโคลงเกริ่น และมีกาพย์ยาณีขยาย นั้น
ก็ยังให้คุณค่าในด้านภาษา ที่มีสำนวนพรรณาโวหารได้ไพเราะจับใจ
ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อกวียุคหลังๆ และ แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป

๏๏๏ คุณค่า ..... ในด้านธรรมชาติวิทยา
เนื้อเรื่องกล่าวถึงบทชมเรือ ชมเครื่องอาหารต่างๆ เมื่อพูดถึงอะไร
ก็ต้องกล่าว ไปพัวพัน ไปถึงนางอันเป็นที่รักอีกด้วย

๏๏๏ คุณค่า ..... ที่อยากให้มี แต่ไม่รู้ว่าจะมีได้หรือไม่ ก็คือในด้านอิทธิพลต่อคนรุ่นหลังๆ
อยากให้พวกเค้ารักและหวงแหนสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างสมไว้ให้
ด้วยจิตวิญญาณของพวกเราจริงๆ


\[=^-^=]/.....\[=^๐^=]/

#############################################


ความคิดเห็นที่ 67

<> เล่าขานตำนานพยุหยาตราชลมารค <>

เรือพระราชพิธี ..... ที่ใช้ในกระบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ แท้จริงก็คือ เรือรบที่โบราณท่านใช้รบในลำแม่น้ำ

จากบันทึกของ ..... หม่อมราชวงศ์ แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ได้อธิบายถึงมูลเหตุของเรือที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราฯ ไว้ว่ามาจากเรือรบที่ใช้ในศึกสงคราม รวมถึงเรือส่งกำลังพล เรือส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ เรือส่งเสบียง

ครั้นต่อมา ..... สงครามทางน้ำห่างหายไป เรือเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำในพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งพระมหากษัตริย์เลือกที่จะใช้เรือรบหลวงต่างๆเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี จึงเกิดเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นมา

โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ..... หมายถึง ริ้วกระบวนที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัวสมัยโบราณเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี ดังเช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ทั้งนี้ ..... นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า กระบวนพยุหยาตราฯน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยว่ากันว่า เริ่มจากการที่ พระร่วงได้นำเรือออกไปลอยกระทงหรือกระทำพิธี “จองเปรียง” ณ กลางสระน้ำ

ต่อมาอีกราว 100 ปี ..... ในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค พอได้เวลาฤกษ์ พระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา “พระพิชัย” นำกระบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ครั้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ..... ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ ตะมีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯที่เรียกว่า “ขบวนเพชรพวง” เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่ง ตรงกลางอีก 1 สาย มีเรือทั้งสิ้นไม่ตำกว่า 100 ลำ ซึ่งนับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และนับเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราฯในสมัยต่อๆมา

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ..... ได้ปรากฏกระบวนพยุหยาตราฯครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดบางหว้าใหญ่ และวัดหงส์ เมื่อวันพุธ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ เบญจศก พ.ศ. 2325

ส่วนในสมัย ..... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน มีกระบวนพยุหยาตราฯเกิดขึ้นมาแล้ว 13 ครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2500 ซึ่งทางราชการได้จัดขึ้นเนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ส่วนกระบวนพยุหยาตราฯ ครั้งล่าสุดมีขึ้น ณ วัดอรุณราชวรวราราม เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2542 ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค เอเปค 2003 ..... พิธีโบราณผสานแสง สี เสียงยุคใหม่ สำหรับกระบวนพยุหยาตราฯที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดในประวัติศาสตร์ชาติไทยและในโลก ล้วนแต่เป็นกระบวนพยุหยาตราฯในตอนกลางวันทั้งสิ้น

แต่สำหรับในคืนค่ำของวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. 2546 ..... ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. ในสายน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ ท่าวสาสุกรี –ท่าราชวรดิฐ จะมีกระบวนพยุหยาตราฯยามราตรีเกิดขึ้น เพื่อจัดแสดงเป็นกรณีพิเศษให้ผู้นำที่เข้าร่วมประชุมเปคชม

โดยการแสดงในครั้งนี้ ..... นอกจากจะเป็นริ้วกระบวนยามราตรีแล้ว ยังมีความพิเศษตรงที่ มีการนำเทคนิคแสง-สี –เสียง มาผสมผสานกับริ้วกระบวนแบบดั้งเดิมกลายเป็นกระบวนพยุหยาตราฯเอเปค 2003 ที่ยิ่งใหญ่อลังการขึ้นมา อวดสายตาชาวโลก ซึ่งนับได้ว่านี่เป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งแรกในโลกก็ว่าได้ที่มีกระบวนพยุหยาตราฯ เกิดขึ้นในยามค่ำคืน


______________________________
ที่มา :::::http://www.manager.co.th
__________________________________________________________


\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

##############################################


ช่วงที่กระบวนผ่านวัดอรุณ
นับเป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีความสวยงามไม่น้อย

##############################################

แสง-สี-เสียงที่ใช้ประกอบ
การแสดงกระบวนพยุหยาตราฯยามราตรี

##############################################

ริ้วกระบวนเรือดั้งแล่นผ่านพระบรมมหาราชวัง


##############################################


กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค
ช่วงที่เรือสุพรรณหงส์แล่นผ่านพระบรมมหาราชวัง

##############################################


เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ปิดท้ายขบวน


##############################################



เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ...
มีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อแสดงให้กับผู้นำเขตเศรษฐกิจ
ในการประชุมเขตการค้าเสรีประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ เอเปก ..

เวลาประมาณ 20.20 น. ...
นายกรัฐมนตรีและภริยา ได้เชิญคณะผู้นำเอเปกและคู่สมรสลงจากชั้น 2 เพื่อขึ้นรถตุ๊ก ตุ๊ก ไฟฟ้า ไปยังอาคารราชนาวิกสภาหลังใหม่ เพื่อชมการแสดงทางกระบวนพยุหยาตราชลมารค ยามราตรี ชุดพิเศษ ซึ่งมีการแสดงแสง-สี-เสียง ม่านน้ำพุ และการยิงพลุ ประกอบการแสดง ในเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับการแสดงกระบวนพยุหยาตราฯ ประกอบไปด้วย วีดีทัศน์ชุด สัญญโสต ผ่านจอม่านน้ำขนาด 22-24 เมตร จากนั้นก็เป็นการจุดพลุเพื่อปล่อยกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค ซึ่งประกอบไปด้วย .....

กาพย์เห่เรือบทที่ ๑ ... ชมเรือ ขบวนเรือชุดที่ ๑
กาพย์เห่เรือบทที่ ๒ ... ชมเมือง
กาพย์เห่เรือในทั้ง ๒ บทนี้ ประพันธ์โดย ..... นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย

จากนั้น ..... ก็ตามด้วยขบวนเรือชุดที่ ๒ ที่ประกอบไปด้วย .. เรืออสุรวายุภักษ์ .. เรืออสุรปักษี .. เรือกระบี่ปราบเมืองมาร .. เรือกระบี่รานรอนราพณ์ .. เรือพาลีรั้งทวีป .. เรือสุครีพครองเมือง .. เรือแตงโม .. เรือครุฑเหินเห็จ .. เรือครุฑเตร็จไตรจักร .. เรือเอกไชยเหินหาว .. เรือเอกไชยหลาวทอง .. เมื่อขบวนเรือชุดที่ ๒ ผ่านพ้นก็เป็น .....

กาพย์เห่เรือ ..... สดุดีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ประพันธ์โดย ..... อาจารย์มนตรี ตราโมทย์
เนื่องในโอกาส ..... สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

จากกาพย์เห่เรือ ..... ก็มาถึงไฮไลท์ของการแสดง ซึ่งก็คือ การเปิดตัวเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการจุดพลุ ซึ่งก็สร้างความประทับใจและเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้นำเอเปกและคู่สมรสเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์แล่นผ่านนั้น บางคนถึงกับปรบมือให้เลยทีเดียว

สำหรับกระบวนพยุหยาตราชลมารค .....
ผู้ที่ทำหน้าที่เห่เรือครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ คือ พล.ร.ต.มงคล แสงสว่าง นายทหารนอกราชการ และ ศิลปินแห่งชาติ สาขาคีตศิลป์ ประจำปี ๒๕๔๓ ถือเป็นบุคคลที่ทำหน้าที่เห่เรือในพระราชพิธีต่างๆ มายาวนานถึง ๖ ครั้ง นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๕

โดยเส้นทางของกระบวนเรือ เริ่มตั้งแต่ .....
ท่าวาสุกรี .. ผ่านสะพานพระรามแปด .. สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า .. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ .. ราชนาวิกสภา .. หอประชุมกองทัพเรือ .. บ้านรับรองผู้บัญชาการทหารเรือ .. ท่าราชวรดิฐ .. วัดอรุณราชวราราม และ สิ้นสุดที่บริเวณวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ก่อนถึงสะพานพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก .. รวมเวลาในการแล่นผ่านบริเวณชมการแสดงนานประมาณ ๒๐-๒๕ นาที โดยงานเห่เรือครั้งประวัติศาสตร์นี้มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

ในส่วนกระบวนเรือครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธี
เพื่อมิให้เป็นการทัดเทียมกับองค์พระมหากษัตริย์
ทางกองทัพเรือจึงใช้เรือที่จัดแสดงในครั้งนี้ ๕๐ ลำ จาก ๕๒ ลำ

โดยแบ่งเป็นเรือพระที่นั่ง ๒ ลำ คือ
- เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
- เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙
- เรือรูปสัตว์ต่างๆ อีก ๑๒ ลำ
- พร้อมเรือดั้งเรือแซงอีก ๓๖ ลำ
- ความยาวของกระบวนเรือประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร
- ใช้กำลังพล และ ฝีพลาย จำนวน ๒,๐๘๒ คน

ส่วนเรือที่ตัดออกไปนั้น คือ
- เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และ
- เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

โดยข้อมูลของเรือแต่ละลำ .....
จะมีคำบรรยายเป็นภาษาต่างๆ รวม ๖ ภาษา ผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด ที่ติดตั้งภายในอาคารราชนาวิกสภา ซึ่งเป็นจุดชมกระบวนพยุหยาตราฯ ของผู้นำและผู้เข้าร่วมประชุมเอเปก


ด้านศูนย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว .....
ระหว่างการประชุมเอเปก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้แจ้งว่า กระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคต้อนรับคณะผู้เข้าประชุมเอเปกครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และจังหวัดตาก จัดกระทงสายไหลประทีปลอยตามกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค เพื่อให้คณะผู้เข้าประชุมเอเปกชมด้วย โดยจัดกระทงสายจำนวน ๑๓,๐๐๐ ใบ มาเพิ่มสีสันตระการตาในลำน้ำเจ้าพระยาตามกระบวนพยุหยาตราชลมารค .. กระทงสายเป็นประเพณีลอยกระทงของจังหวัดตาก ตัวกระทง คือ กะลาขัดมัน เดิมภายในบรรจุด้วยด้านฟั่นรูปตีนกา ตามการเล่าขานว่าเป็นการขอบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นขี้ไต้


.....................................................
http://www.manager.co.th
วันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖

    โดย : น้ำตาล   Mail to น้ำตาล  เมื่อ : 23/06/2005 06:21 AM



ชื่อ ::
  *
  รหัส ::   (เฉพาะสมาชิก)
 
อีเมล์ ::
  (สมาชิกไม่ต้องกรอก)
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
     
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ

Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.