| หน้านี้ท่านบรรเลง | บันทึกของน้ำตาล #2 | หลบงานมาเล่นเน็ต | หนอนหนังสือ |
| โพสต์รูปให้เพื่อนดู | สมุดลงนามสำหรับผู้มาเยือน | กระดานเสวนา | หนัง กะ เรา|

- เข้าระบบผู้ดูแล -



เกริกเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย
     
 


อ้างอิงจาก .....
- หนังสือพระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- หนังสือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป
- หนังสือความทรงจำ ของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
- หนังสือศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน ตุลาคม ๒๕๔๖
- หนังสือภาพในอดีต ของ เอนก นาวิกมูล
- หนังสือรอบรู้ประเทศไทย
- หนังสือประวัติยอดกวีสี่แผ่นดิน



\[=^-^=]/ ..... \[=^๐^=]/

 
     
      By : น้ำตาล  Mail to น้ำตาล    22/10/2004 09:43 PM  (202.133.141.53)  
 
 
 
  ความคิดเห็นที่: 1  
     
 


พระบรมรูปทรงม้า ...

วันที่ ๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช ... คือ วันคล้ายวันสวรรคตของในหลวง ผู้ทรงมีสายพระเนตร อันยาวไกลไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปกครอง การสาธารณสุข การศึกษา ตลอดจนรวมไปถึงการพา ประเทศให้รอดพ้นจากการล่าอาณานิคม ให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นจากทั้งประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส โดยพระองค์ทรงยอมเฉือนแผ่นดินบางส่วนให้ไป เพื่อรักษาเอกราชของประเทศเราเอาไว้ นอกจากนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มและวางแผน ให้โครงสร้างของสังคมไทยมีความทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยประเทศที่เจริญแล้ว

สมเด็จพระปิยมหาราช ... เป็นพระนามที่ได้รับการถวาย โดย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ทรงคิดถวาย ซึ่งปรากฏอยู่บนจารึกใต้ฐาน ของ พระบรมรูปทรงม้า เมื่อปี ๒๔๕๑ และ พระนามนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงเขียนชมเชย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้คิดพระนามนี้ถวาย

วันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกๆ ปี ประชาชนคนไทยทั้งชาติ ถือเป็นวันแห่งการรำลึกถึง พระองค์อย่างไม่มีเสื่อมคลาย วาระคล้ายวันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคต ซึ่งเป็นประเพณีวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่ง วันรวมใจเทิดพระเกียรติ พระปิยมหาราช ไว้ตลอดกาลนาน ..... ฯลฯ

พระราชประวัติ ... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับ วันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู ณ พระตำหนัก ตึกด้านหลัง องค์พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทรงมีพระนามเดิมว่า .....
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์
ครั้นมีพระชนมายุ ๑๕ พรรษา ทรงได้รับเลื่อนขึ้นเป็น ... กรมขุนพินิจประชานาถ

ต่อมา ... เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิจประชานาถ จึงได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจาก สมเด็จพระบรมชนกนาถ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ ขณะนั้น พระองค์ทรงมีพระชนมายุย่างเข้า ๑๖ พรรษา นับเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ทรงพระนามว่า .....
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/10/2004 10:43 PM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 2  
     
 


พระบรมมหาราชวัง .....

เป็นสถานที่สำคัญ ที่พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง พระราชสมภพ ในวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖ ณ บริเวณที่เรียกว่า พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ อยู่ในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิในวาระสุดท้าย

อาณาเขตของพระบรมมหาราชวังมีพื้นที่ประมาณ ๑๓๒ ไร่ สร้างตามพระราชดำริของปฐมกษัตริย์แห่งราชวังจักรี โดยโปรดเกล้าฯให้สร้างอย่างใกล้เคียงกับพระราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยาให้มากที่สุด

พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงเป็นพระปิโยรส หรือบุตรผู้เป็นที่รักยิ่งของบิดา ก็คือของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ เป็นอันมาก ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง เป็นทั้งบิดา และ อาจารย์ของเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์โดยตรง ครั้งหนึ่งเมื่อทรงมีพระชันษาได้ ๔ ปี พระบรมราชชนกพาไปทรงรถรอบบริเวณพระบรมมหาราชวัง จู่จู่รถพระที่นั่งคว่ำแถวๆ ป้อมอินทรังสรรค์ ส่งผลให้พระราชบุตรและพระราชธิดาต้องเจ็บตัวกันไปตามๆ กัน และเมื่อทรงเจริญพระชนมายุครบ ๙ ชันษา เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ก็ได้รับการจัดตั้งจากพระราชบิดาให้ตั้งขบวนแห่ไปฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็น เวลา ๓ วันตามพระราชประเพณีโบราณด้วย

จะเห็นได้ว่า .....
วังหลวงแห่งนี้ เป็นจุดศูนย์กลาง แห่งราชประเพณีสำคัญๆ
ของพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ และ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทุกพระองค์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/10/2004 10:55 PM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 3  
     
 


สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือ สถานีรถไฟหัวลำโพง

ในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ สมเด็จพระปิยะมหาราชของปวงชนชาวไทยนั้น การขนส่ง และ การสื่อสาร ได้พัฒนาขึ้นมากมาย ทรงโปรดให้มีการสำรวจพื้นที่สร้างรถไฟ จาก กรุงเทพมหานคร ไปยัง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ และ ในวันที่ ๙ มีนาคม ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปขุดดินก่อพระฤกษ์เริ่มสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมา นับเป็นรถไฟหลวงสายแรก และ ทางรถไฟราษฎร์สายแรก คือ สาย กรุงเทพฯ - ปากน้ำ ดำเนินงานโดย ชาวเดนมาร์กคณะหนึ่ง เริ่มเปิดบริการ เมื่อ วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ระยะทาง ๒๑ กม.

ต่อจากนั้นอีก ๑๙ ปี สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือ ที่รู้จักกันดีในชื่อหัวลำโพง จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ใช้เวลาก่อสร้าง ๗ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๕๓ - ๒๔๕๙ เปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบัน สถานทีรถไฟกรุงเทพฯ หรือ สถานีรถไฟหัวลำโพง ในปัจจุบันนั้น ได้ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงจนทันสมัย มาแล้วในปี ๒๕๔๑ เปิดให้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง ขบวนรถที่เปิดให้บริการมีตั้งแต่ธรรมดา รถเร็ว รถด่วน จนถึงขบวนพิเศษ ในแต่ละขบวนยังแบ่งเป็น รถนั่งชั้น ๒ .. ชั้น ๓ รถนั่ง - นอนชั้น ๒ .. รถนั่ง-นอนชั้น ๑ .. มีทั้งชนิด ธรรมดาและปรับอากาศ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถซื้อ และ จองตั๋ว ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จากห้องจำหน่าย ตั๋วที่มีถึง ๒๔ ช่อง ได้อย่างสะดวกสบาย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/10/2004 11:17 PM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 4  
     
 


โรงพยาบาลศิริราช .....

ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ โรงพยาบาลศิริราช เป็นสถานพยาบาลหลวงแห่งแรกที่พระพุทธเจ้า หลวงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ทรงโปรดเกล้า ให้สร้างขึ้นที่ริมคลอง บางกอกน้อยโดยทรงสละพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์เป็นจำนวนเงิน ๒๐๐ ชั่ง หรือประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาท ในสมัยนั้น

อีกทั้ง ยังทรงโปรดให้ใช้ที่ของวังของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ก่อสร้างสถานพยาบาลแผนปัจจุบันขึ้น ชาวบ้านในสมัยนั้น เรียกสถานพยาบาลแห่งนี้ กันอย่างง่ายๆ ว่า โรงพยาบาลวังหลัง ต่อมาในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ทรงพระราชทานนามว่า โรงพยาบาลศิริราช ตามพระนามของเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสที่ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคบิด ขณะมีพระชันษาได้เพียง ๑ ปี ๗ เดือน โรงพยาบาลศิริราชจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อบำบัด โรคภัยไข้เจ็บแด่พสกนิกรโดยถ้วนทั่วกัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   22/10/2004 11:39 PM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 5  
     
 


วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร .....

วัดเก่าแก่วัดหนึ่งของเมืองไทย แต่เดิมชื่อ วัดใหม่ ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดย กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ และ ได้เปลี่ยนชื่อ เป็น วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดนี้เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ไทย ในราชวงศ์จักรี และ พระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งหลาย ได้เคย ผนวชและจำพรรษาที่วัดนี้มาแล้ว

ซึ่ง วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่ง โดยสมัยของ พระปิยมหาราช สมเด็จพ่อหลวงของชาวไทย รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯ ทรงตั้งเป็น มหาวิทยาลัยสงฆ์ ที่แต่เดิม เปิดทำการสอน อยู่ ๔ คณะ คือ ศาสนาและปรัชญา .. มนุษยศาสตร์ .. สัมคมศาสตร์ .. และ ศึกษาศาสตร์

นอกจากนี้ บริเวณวัดยังมีถาวรวัตถุที่ทรงคุณค่าทางศิลปะ และ สถาปัตยกรรมอีกมาก นอกเหนือ จากการเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์แล้ว วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ถนนพระสุเมรุ กับ ถนนบวรนิเวศ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐-๑๗.๐๐ น.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 12:01 AM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 6  
     
 


วัดเบญจมบพิตร .....

เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๕ ที่พระองค์ทรงสร้างให้เป็นวัดประจำพระราชวังดุสิต วัดนี้มิใช่วัดสร้างใหม่ สันนิษฐานว่า สร้างตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และ เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระองค์ทรงดำริให้สร้างพระราชวังสวนดุสิตขึ้น พระองค์จึงโปรดให้บูรณะวัดนี้ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับวังที่สุด ไว้เป็นวัดประจำวัง พร้อมทั้งรับสั่งให้ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้ปรับแปลงวัดนี้เสียใหม่ให้ใหญ่โตและโอ่โถง โดยโปรดให้สั่งหินอ่อนจากประเทศอิตาลี มาสร้างเป็นพระอุโบสถ จากนั้นก็พระราชทานนามเต็มว่า ... วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

อารามหลวง แห่งนี้ นอกจากจะวิจิตรงดงาม ตามหลักสถาปัตย์แล้ว จิตรกรรมฝาผนังของวัด ก็เป็นความแปลกใหม่ที่น่าสนใจ ที่มิใช่เขียนด้วยเรื่องราวตามพระไตรปิฏกเท่านั้น หากแต่เป็น จิตรกรรมที่เขียนถึงพระจริยวัตรของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อพสกนิกร ของพระองค์เองด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 12:12 AM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 7  
     
 


พระที่นั่งวิมานเมฆ .....

พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นพระตำหนักในพระราชวังสวนดุสิต ที่พระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้สร้างขึ้น หลังจากพระราชดำเนินกลับจากประพาสทวีปยุโรป โดยทรงดำริว่าพระบรมมหาราชวังนั้น ร้อนเกินไป ดังนั้นที่ดินอันเป็นเรือกสวนไร่นา ในบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมจรดคลองสามเสน จึงถูกสร้างขึ้นเป็นที่ประทับ จากนั้นจึงพระราชทานนามว่า ... วังสวนดุสิต

เนื่องจาก พระองค์ทรงโปรดให้ที่ประทับแห่งใหม่นี้ เป็นรมณียสถานอย่างแท้จริง พระองค์จึงโปรดให้ปล่อยที่ดินให้เป็นที่โล่งกว้าง บางครั้งก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมฝ่ายใน และ ทรงถีบจักรยานรอบๆ พระราชวังนี้ ต่อมาเมื่อพระเจ้าอยู่หัวกลับจากเสด็จประพาสต้นที่หัวเมืองชายทะเล ก็ทรงดำริให้รื้อ พระที่นั่งมันตธาตุรัตนโรจน์ ที่ทรงทอดพระเนตร เมื่อคราประพาสต้น แล้วนำพระที่นั่งนี้มาสร้างขึ้นใหม่ ในวังสวนดุสิต แล้วพระราชทานนามว่า ... พระที่นั่งวิมานเมฆ

และเนื่องจาก พระที่นั่งวิมาณเมฆ นี้ เป็นเรือนไม้สักโปร่งตา อีกทั้งบริเวณรอบนอกก็ไม่ได้มีตึกอาคารตั้งบังลมไว้ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระเกษมสำราญ ในพระราชวังสร้างใหม่นี้ เป็นอันมาก และ ความโดดเด่นของพระที่นั่งวิมานเมฆนี้ สร้างจากพระปรีชาสามารถ ของ กรมพระยา นริศรานุวัติวงศ์ โดยการใช้ เรือนไม้สักทอง ลวดลายขนมปังขิง อันวิจิตร ทั้งหลัง ถือได้ว่าเป็น เรือนสักทองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบัน .....
พระที่นั่งวิมานเมฆกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
ที่จัดแสดงเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของ รัชกาลที่ ๕ ไว้มากที่สุดแห่งหนึ่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 12:23 AM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 8  
     
 


พระที่นั่งอัมพรสถาน .....

ในปลายรัชสมัย สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงมีพระพลานามัยที่ไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจากทรงกรำพระราชกิจอย่างหนัก ทำให้พระอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลานั้น พระองค์มักประทับประจำอยู่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในบริเวณพระราชวังสวนดุสิต

พระองค์เริ่มมีพระอาการประชวร ที่พระนาภี แม้ว่าจะได้รับการเยียวยา จากหมอฝรั่ง แต่พระอาการก็ไม่ทุเลาลง และ ในวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กไปเชิญพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ชั้น ๓ และ แล้ววันที่ ๒๓ ตุลาคม เวลาเที่ยงคืน ๔๕ นาที พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จสวรรคต ณ พระตำหนัก อันทรงโปรดปรานมากที่สุดที่นั่นเอง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 12:33 AM  (203.118.81.242)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 9  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ .....

เมื่อทรงพระเจริญพระชัญษาพอสมควรแก่การศึกษาแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ฯ ได้ทรงเริ่มการศึกษาในสำนักพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี โดยทรงศึกษาด้านวิชาการและโบราณราชประเพณีต่างๆ นอกจากนี้ยังทรงเรียนภาษาอังกฤษกับแหม่มแอนนา เลียวโนเว็นส์ ครูสตรีชาวอังกฤษที่สมเด็จพระราชบิดาจ้างเข้ามาสอนในพระบรมมหาราชวัง เป็นเวลานานถึง ๕ ปี ทำให้ทรงมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงตระหนักดีว่าเมื่อพระราชโอรสของพระองค์เจริญพระชนมายุขึ้นหลายพระองค์ คงจะได้เข้ารับราชการในตำแน่งที่สำคัญๆ ดังนั้น จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้พระโอรสเหล่านั้น ได้ทรงรับการศึกษาตามแบบแผนใหม่ พระองค์ทรงเล็งเห็นความจำเป็นที่ว่าพระราชโอรส จะต้องทรงศึกษาภาษาอังกฤษตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ด้วยเหตุนั้น เมื่อภรรยาของหมอสอนศาสนาบางคนอาสาที่จะสอนถวายเจ้านายเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงยินดีรับ แต่ในที่สุดก็ตัดสินพระราชหฤทัยที่จะจ้างครูชาวอังกฤษเป็นพิเศษ สำหรับสอนภาษาอังกฤษแก่ พระราชโอรสธิดา

ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๐๕ .....
จึงทรงจ้างนางแอนนา ลิโอโนเวนส์ (Mrs. Anna Leonowens) เข้ามา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 08:22 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 10  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ .....

ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๙ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราชประเพณี และเมื่อทรงลาสิกขาบทแล้วได้เสด็จฯ ออกไปประทับอยู่ฝ่ายหน้า และได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษต่อกับมิชชั่นนารีชาวอเมริกันชื่อ นายชันเดอร์ (Chandler) และพร้อมกันนั้น ก็ทรงได้รับการอบรมศึกษาสรรพวิชาทั้งปวงจากบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ ่และจากสมเด็จพระราชบิดาของพระองค์เอง โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ติดตามใกล้ชิดในเวลาที่ทรงออกว่าราชการ

นอกจากนี้ ในเวลาที่พระราชบิดาทรงมีพระราชวินิจฉัยในข้อราชการก็มักมีคำสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ เข้าเฝ้าเพื่อรับฟังพระบรมราโชวาทและพระบรมราชาธิบายในข้อราชการ รวมไปถึงราชประเพณีต่างๆ ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมพระองค์พระราชโอรสให้พร้อมที่จะปกครองบ้านเมืองต่อไปในภายหน้า

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 08:24 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 11  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ .....

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ และเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิจประชานารถเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อจาก สมเด็จพระราชบิดา เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑

ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า .....
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุฒมพงษ์บรพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันต บรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโดสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตโสภาคยสรรพางค์มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภ ผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรพรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมล ขัติยราชประยูรมูลมุขราชดิลก มหาปริวาร นายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศ มโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรามหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติ อาชาวศรัย พุทธาธิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัยอโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

และเนื่องจากขณะที่เสด็จขึ้นครองราชย์นั้นทรงมีพระชนมายุได้เพียง ๑๕ พรรษา ที่ประชุมจึงเห็นควรให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หรือ ช่วง บุนนาค เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปก่อนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ โดยตลอดช่วงระยะเวลาที่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการฝึกฝนในการเป็นพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณีพร้อมกันกับการศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ควบคู่กันไป เพื่อที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์พร้อมต่อไป

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 08:26 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 12  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เมื่อ ... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาและทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแล้ว ได้เสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุเป็นเวลา ๑๕ วัน ซึ่งเมื่อทรงลาสิกขาบทแล้วจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นครั้ง ๒ ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๖ และนับตั้งแต่นั้นมา จึงทรงมีพระราชอำนาจสิทธิขาดในการปกครอง และบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มที่ด้วยพระองค์เองสืบต่อไป

พระราชาเป็นประมุขของประชาชน ... พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงเป็นทุกสิ่งอย่าง ที่ทำให้ชาติไทยได้ดำรงคงมาจนถึงทุกวันนี้ ทรงเป็นจอมทัพไทย และทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาหลัก ที่พสกนิกรไทยนับถืออยู่ทุกหมู่เหล่า แต่เนื่องจากพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติของไทยมาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคต

ดังนั้น ... พระมหากษัตริย์ไทย จึงทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงปกครองประเทศด้วยหลักของทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร อันเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา นำความเจริญ รุ่งเรือง และความผาสุก ร่มเย็น อันเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์มาสู่ชนชาวไทยตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 08:35 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 13  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ .....

ได้ทรงมีพระมเหสี และ เจ้าจอมรวม ๙๒ พระองค์
พระราชโอรส ๓๒ พระองค์
พระราชธิดา ๔๔ พระองค์
ประสูติจากพระมเหสี และ เจ้าจอมมารดา เพียง ๓๖ พระองค์
อีก ๕๖ พระองค์ ไม่มี พระราชโอรส ธิดา เลย

สำหรับพระมเหสีที่สำคัญจะกล่าวถึงมีดังนี้

๑. สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตนพระบรมราชเทวี อัครมเหสีองค์แรก
หรือ สมเด็จพระนางเรือล่ม อุบัติเหตุทางเรือที่เสด็จได้ล่มลง ทำให้ต้องสิ้นพระชนม์พร้อมกับพระธิดา ที่มีพระชนมายุเพียง ๒ พรรษาเท่านั้น ส่วนสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ก็มีพรรชันษา ย่างเข้า ๒๑ พรรษา และ ก็กำลังทรงพระครรภ์ ๕ เดือน อยู่ด้วย อุบัติเหตุเกิดที่บางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๓

๒. สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี อัครมเหสีองค์ที่ ๒
พระองค์ ก็คือสมเด็จย่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาล ๙ ในปัจจุบัน ต่อมาได้เลื่อนพระยศเป็น สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สิ้นพระชนม์เมื่อ วันจันทร์ ที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ มีพระชนมายุ ๙๓ พรรษา

๓. สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ทรงเป็นพระชนนีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๖ สิ้นพระชนม์เมื่อ วันพุธที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ มีพระชนมายุ ๕๖ ปี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 09:29 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 14  
     
 


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระองค์ทรงได้รับพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔ ๐

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 10:06 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 15  
     
 


สมเด็จพระปิยมหาราช ..... ทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทย ตลอดที่พระองค์ทรงครองราชย์ ถึง ๔๒ ปี นอกเหนือจากที่พระองค์ทรงครองราชย์ถึง ๔๒ ปี และ ยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารทุกพระองค์ แล้วพระองค์ยังทรงด้วยพระปรีชาสามารถ อย่างเฉลียวฉลาดพัฒนาฟันฝ่าอุปสรรคนานับประการ ทั้งต่อสู่กับการไล่ล่าเมืองขึ้นของบรรดาชาติมหาอำนาจในยุคนั้น มาได้แม้จะเป็นการสูญเสียดินแดนไปบางส่วน แต่พระองค์ทรงไว้ซึ่งความสุขุม พาประเทศชาติของพระองค์รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ น่าทึ่งสำหรับซีกโลกส่วนนี้ของโลก ที่ประเทศสยามแห่งนี้ มิได้ตกเป็นทาสใคร

และ ด้วยสายตามองทางไกลของพระองค์ ได้ทรงพัฒนานำความเจริญ ก้าวหน้า เร่งรัดในแขนง วิชาการ การศึกษา การปกครอง การศาล การต่างประเทศ การสาธารณูปโภค ทั้งยังทรงสนพระทัยถึงความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงออกเยียมประชาราษฎร์ อยู่เป็นเนืองนิจ พระองค์จึงเป็นที่จงรักภักดี ของปวงชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน การเสด็จยังต่างประเทศ เปรียบเสมือนเปิดประตูสู่โลกกว้างในช่วงของต้นรัชกาล พระองค์ทรงเสด็จ สิงคโปร์ ชวา พม่า อินเดีย และ หลายๆ ประ เทศในยุโรปถึง ๒ ครั้ง ด้วยกัน คือในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และในปี พ.ศ. ๒๔๕๐

แนวทางความสัมพันธ์ด้วยการทูตของพระองค์ท่าน ทำให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศทั่วยุโรป ข้อพิพาทและปัญหาต่างๆ ก็ได้คลายเบาบางลง ความลึกซึ้งพระปรีชาของพระองค์ ได้ทำให้ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องของชายแดน ไทย-อังกฤษ หรือกับฝรั่งเศส ก็ผ่อนคลายในที่สุด

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 10:25 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 16  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ .....

ความล้ำลึกในพระปรีชาสามารถในด้านวรรณกรรม พระองค์ก็ทรงเป็นได้ทั้ง กวี และ นักประพันธ์ ที่มีความสามารถอย่างลึกซึ้งทีเดียว การแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน หรือ ร้อยแก้ว ร้อยกรอง บทละคร ทั้งที่พระองค์ทรงมีภารกิจอยู่มากมาย แต่ก็ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ทรงสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ดั่งที่ปรากฏผลงานเป็นที่ประจักษ์มีมากกว่า ๓๐ เรื่อง ซึ่งก็มีบางเรื่องที่มีความหนาถึงกว่า ๕๐๐ หน้าก็มี ดังบางพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งของพระองค์ .....


๏ ๏ ๏ ความรู้ คู่เปรียบด้วย กำลังกายเฮย
สุจริต คือเกราะบัง ศาสตร์พ้อง
ปัญญา ประดุจดัง อาวุธ
คุมสติ ต่างโล่ป้อง อาจแกล้ว กลางสนาม ..... ฯลฯ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   23/10/2004 10:41 PM  (210.86.208.250)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 17  
     
 


ภาพ พระราชายาเจ้าดารารัศมี .....
เมื่อ พระชนมายุ 35 พรรษา ครั้นเมื่อกลับมาเยี่ยมนครเชียงใหม่ครั้งแรก



เจ้าดารารัศมี ดวงใจแห่งเมืองเหนือของพุทธเจ้าหลวง .....
พระราชหัตถเลขาจากพระพุทธเจ้าหลวงถึงเจ้าดารารัศมี
เนื่องในโอกาสกลับไปเยี่ยมเชียงใหม่ ๖ มีนาคม รศ.๑๒๗-๘

..........ดาราด้วยนึกถึงเจ้าอายุเต็มสามรอบ ได้คิดไว้แล้วว่าจะให้ของขวัญ เผอิญประจวบเพลาไม่อยู่จะให้ก่อนขึ้นไปทำไม่ทัน จึงได้จัดส่งขึ้นมาด้วยหวังที่จะได้รับที่เชียงใหม่ ไม่ช้ากว่าวันไปถึงเท่าใด ขออำนวยพรให้มีอายุยืนยาวอย่าเจ็บไข้ กลับลงมาโดยสุขสบายทุกประการ ขอให้ดูหนังสือที่เขียนไว้ข้างหลังหีบหน่อย เผลอไปจะไม่ได้อ่าน ขอบอกความคิดถึงเสมอไม่ขาด ตัวไปเที่ยวเองทิ้งอยู่ข้างหลังไม่ห่วง แต่ครั้นเวลาเจ้าจากไปรู้สึกเป็นห่วงจริงๆ..........

หากใครเคยได้ยินตำนานเรื่องเล่าโศกนาฏกรรมความรัก ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมกับสาวมะเมี๊ยจากเมืองมะละแหม่ง ที่เคยถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ เรื่องราวของเจ้าดารารัศมีนั้น ก็เป็นเรื่องทำนองคล้ายๆ กัน แต่ว่าเกิดขึ้นก่อนหลายปี ความรักนี้เกิดเพื่อแผ่นดินเช่นเดียวกัน แต่ต่างตรงที่ตอนจบไม่ได้เศร้าสร้อยอย่างเรื่องเจ้าน้อยศุขเกษมซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง

ตำนานเจ้าหญิงล้านนา...ดารารัศมี
หากลองถามพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ถึงเรื่องเจ้านายเก่าๆ ของเมืองเหนือ ย่อมจะต้องมีเรื่องเจ้าดารารัศมีอยู่ในความทรงจำของท่าน เพราะเจ้าน้อยองค์นี้เป็นที่รักของชาวล้านนามากพอๆ กับที่ท่านรักและสิ่งที่ท่านทำให้กับบ้านเกิดของท่านในบั้นปลายชีวิต

ความรักเรื่องนี้ ... เกิดท่ามกลางมรสุมแห่งการล่าอาณานิคม ซึ่งคุกคามอาณาจักรในอุษาคเนย์อย่างหนักช่วงศตวรรษที่ ๑๙ ขณะนั้นสยามเป็นอาณาจักรเอกราชเพียงหนึ่งเดียว ที่หลุดรอดกรงเล็บของมหาอำนาจมาได้ แต่ก็ไม่วายที่จะโดนเฉือนดินแดนอย่างน่าหวาดเสียวเป็นระยะๆ ...

กรณีดินแดนที่เรียกว่า ล้านนา ... หรือ ในปัจจุบันคือภาคเหนือตอนบนนั้น ต้องเข้าใจกันเสียก่อนว่า ล้านนามีสถานะเหมือนเวียงจันทน์ ที่ขณะนั้นเป็นประเทศราชของสยามด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักที่กรุงเทพฯ ทุกๆ ๓ ปีเพื่อแสดงความจงรักภักดี ดังนั้นใครจะเอาความคิดของตนไปตัดสินว่าเชียงใหม่หรือล้านนาเป็นของสยามมานานแล้วผิดอย่างสิ้นเชิง ... เพิ่งจะมาเริ่มถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสยามก็ต่อเมื่อเจ้าหญิงองค์นี้ เข้าสู่ราชสำนักของกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๙ นั่นเอง

ผู้เชี่ยวชาญอุษาคเนย์หลายท่านเคยกล่าวไว้ว่า ช่วงนั้นไม่เพียงเราโดนฝรั่งล่าอาณานิคมเท่านั้น สยามเองก็ใช้ลัทธินี้ ล่าอาณานิคมกับประเทศราชเหมือนกัน เรียกว่า Internal Colonialism คือการพยายามรวบรวมและรักษาหัวเมืองประเทศราชของตน โดยพยายามทำให้หัวเมืองรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับกรุงเทพฯ มากยิ่งขึ้น เห็นได้ดังที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงวางรากฐานการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ ในขณะนั้น

ยุคนี้ ... ความพยายามแสดงเขตแดนที่แน่นอน และการยืนยันอำนาจเต็มที่ในปริมณฑลรัฐทุกตารางนิ้วของรัฐสยามจึงเริ่มปรากฏชัดเจนเช่นเดียวกับรัฐสมัยใหม่ทางตะวันตก ต่างกับในอดีตที่ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล กล่าวว่าอาณาเขตและอำนาจของรัฐจารีตสมัยเก่านั้น มีขอบเขตไม่แน่นอนเปรียบได้กับแสงเทียนที่ยิ่งไกลอำนาจก็ยิ่งมีแสงสว่างน้อยลง ... แต่ไม่ว่าพายุและเกมต่อรองทางการเมืองระหว่างสยามกับฝรั่งตะวันตกจะเข้มข้นอย่างไร เจ้าหญิงองค์สุดท้องของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีความเกี่ยวพันและมีบทบาทใหญ่หลวงต่อความสัมพันธ์ของสองอาณาจักรนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ทรงประสูติเมื่อ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ ที่คุ้มหลวงกลางเวียง หรือ ปัจจุบันคือบริเวณศาลากลางหลังเก่าของจังหวัดเชียงใหม่

ชีวิตวัยเด็กของเจ้าหญิง ... ซึ่งพระราชบิดามักตรัสเรียกว่า เจ้าน้อย ดูเหมือนจะเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ราชสำนักที่กรุงเทพฯ โดยที่เจ้าตัวนั้นไม่รู้มาก่อน จากบันทึกของ ดร.โรเบิร์ต แมคกิลวารี ที่ไปเยือนล้านนาในช่วงนั้น กล่าวถึงสภาพภายในราชสำนักเชียงใหม่ว่า .. ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าเมืองซึ่งแสดงถึงฐานะที่เหนือผู้คนอื่นๆ ในบ้านเมืองเป็นการจำลองชีวิตจากราชสำนักกรุงเทพฯ .....

จนปีพ.ศ. ๒๔๒๕ ... เกิดข่าวลือ ที่ส่งผลสะเทือนถึงชะตาชีวิต ทำให้เจ้าหญิงเมืองเหนือผู้นี้ต้องมาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ อย่างยากจะหลีกเลี่ยง ... มีคำร่ำลือสะพัดทั่วเวียงเชียงใหม่ว่า พระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ส่งคนมาทาบทามเจ้าหลวงอินทวิชยานนท์เจ้าเมืองเชียงใหม่ เพื่อขอรับพระราชธิดาน้อยเอาไว้ในพระอุปถัมภ์ หรือแปลให้ง่ายก็คือ รับเป็นพระธิดาบุญธรรมนั่นเอง ... ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ ทางราชสำนักที่กรุงเทพฯ ก็ร้อนๆ หนาวๆ ไปพอสมควร เนื่องจากสมัยนั้นดินแดนพม่าซึ่งอยู่ติดกับล้านนา โดนอังกฤษยึดไปเรียบร้อยแล้ว และฝรั่งอีกหลายชาติกำลังจ้องหัวเมืองเหนือของสยามตาเป็นมัน

หลังจากนั้นเพียงปีเศษ ... พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชาการ ได้อัญเชิญตุ้มพระกรรณและพระธำมรงค์เพชร ของรัชกาลที่ ๕ ขึ้นไปพระราชทานแก่เจ้าดารารัศมีที่มีพระชนมายุเพียง ๑๑ พรรษา นัยว่าเป็นการหมั้น และ ยังโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าดารารัศมีเข้าพิธีโสกันต์ หรือ โกนจุก ตามแบบอย่างเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี ทั้งที่เป็นเจ้านายล้านนาอีกด้วย ... เมื่ออายุ ๑๓ ปี เพราะรัชกาลที่ ๕ ทรงรู้ทันเล่ห์กลนโยบายต่างประเทศของฝรั่ง ที่จ้องจะอ้างสิทธิเหนือดินแดนผ่านสายสัมพันธ์นี้

ในที่สุด ... พระเจ้าอินทวิชยานนท์ก็นำพระราชธิดาลงมาถวายตัวเมื่อปี พ.ศ.๒๔๒๙ และหลังจากนั้นเป็นเวลาเกือบ ๒๘ ปี ชีวิตของเจ้าหญิงเมืองเหนือพระองค์นี้ ผ่านพบสิ่งต่างๆ มากมายจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำยิ่งของสองราชอาณาจักรในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนั้น ... ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แม้จะเป็นที่โปรดปรานของพระพุทธเจ้าหลวง แต่ก็ถูกกลั่นแกล้งจากเหล่าสนมนางในคนอื่นที่อิจฉา และโดนดูถูกว่าเป็น เจ้าลาว หรือ คนสยามภาคกลางสมัยนั้นมองว่า คนเหนือรวมกันหมดว่าเป็นลาว มีการกลั่นแกล้งสารพัดเหมือนกับละครน้ำเน่าในสมัยนี้ เช่น เอาหมามุ่ยใส่ในห้องน้ำ เอาอุจจาระมาทิ้งในตำหนัก ไม่รวมการล้อเลียนซุบซิบต่างๆ นานา ... แต่ยิ่งล้อเหมือนยิ่งยุ เจ้าดารารัศมีกลับภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของล้านนายิ่ง ปรากฏหลักฐานว่าภายในตำหนักของพระองค์นั้น ผู้คนล้วนแต่งกายแบบชาวเหนือทั้งสิ้น ในหนังสือสี่แผ่นดินของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็มีข้อความกล่าวถึงตำหนักนี้ว่า .....

ตำหนักเจ้าดารานับว่าแปลกกว่าที่อื่นทั้งสิ้น .....
เพราะข้าหลวงนุ่งซิ่น ไว้ผมมวย แต่งกายอย่างชาวเมืองเชียงใหม่
พูดภาษาเมืองเหนือทั้งตำหนัก และ เป็นที่เดียวที่มีเมี่ยงแจกกันกินเป็นประจำ


นอกจากนี้ เจ้าดาราฯ ยังสนพระทัยในวัฒนธรรมภาคกลาง มีการส่งเสริมให้ข้าหลวงเรียนหนังสือไทยภาคกลาง ดนตรีไทยและสากล และปรากฏว่าทรงเชี่ยวชาญการเล่นจะเข้มาก และ ถึงแม้จะทรงมีสุนทรียภาพเพลิดเพลินกับศิลปะแขนงต่างๆ อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็แทบจะทนไม่ได้กับการโดนกลั่นแกล้งจากผู้อื่น ครั้งหนึ่งถึงกับตรัสว่าอยากจะเสวยลำโพง หรือ มะเขือที่กินเข้าไปแล้วจะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ให้รู้แล้วรู้รอดไป

...............อนิจจาพระราชธิดาเมืองเหนือ จากบ้านมาไกลแล้วยังถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่พระองค์ก็ไม่เคยที่จะไปทูลฯ ฟ้องในหลวง จนวันหนึ่งเรื่องไปถึงพระเนตรพระกรรณ ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสห้ามปรามเจ้าจอมเหล่านั้น เรื่องจึงจบลงในที่สุด ด้วยรัชกาลที่ ๕ ทรงตระหนักยิ่งว่าการที่ใครทำให้เจ้าดาราฯ ได้รับความลำบาก นอกจากจะขัดเคืองพระทัยของพระองค์แล้ว ยังไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนาด้วย...............

เรื่องราวเศร้าๆ ... ยังคงเกิดขึ้นกับพระองค์ ในปีพ.ศ. ๒๔๓๒ เจ้าดารารัศมีทรงให้กำเนิดพระราชธิดาองค์หนึ่ง ซึ่งรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า เสด็จเจ้าน้อย สร้างความปีติยินดีให้กับพระนางมาก และ ช่วงนั้นก็ได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นเจ้าจอมมารดา แต่ให้หลังเพียง ๓ ปีเท่านั้น พระธิดาองค์น้อยก็เสด็จสวรรคตด้วยพระชนมายุเพียง ๓ พรรษา ... และช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง พระเจ้าอินทวิชยานนท์ทรงมีพระราชสาสน์ลับส่วนพระองค์ถึงพระราชธิดา เล่าเรื่องที่อังกฤษจะขอรวมเอาล้านนาเข้ากับพม่า เจ้าดารารัศมีจึงทรงถวายพระราชสาสน์ดังกล่าวกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งก็ทรงพระราชทานต่อไปยังพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรเพื่อทรงปรึกษาหารือ

ก่อนที่สาสน์ฉบับนั้นจะได้รับการตอบ ... ไปยังพระราชบิดาด้วยลายพระหัตถ์ของพระนางว่า .. หากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะทรงยอมให้เชียงใหม่ไปรวมอยู่ในเมืองขึ้นของอังกฤษแล้วไซร้ ก็ขอให้เตรียมพระองค์มารับศพของเจ้าจอมดารารัศมีที่กรุงเทพฯเถิด .. ทำเอาเจ้าหลวงเชียงใหม่ต้องระงับสิ่งที่คิดจะทำลงไปทั้งหมดเพื่อ เจ้าน้อย ของพระองค์ ... จดหมายฉบับนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นจดหมายทองคำ สามารถช่วยรักษาอาณาเขตของสยามที่เหลืออยู่น้อยนิด ไม่ให้ถูกเฉือนออกไปมากกว่านี้ และยังเป็นผลการดำเนินนโยบายต่างประเทศอันยอดเยี่ยมของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกด้วย

เจ้าดารารัศมี ... ทรงได้รับการเฉลิมพระยศเป็น พระราชชายา ในตอนเสด็จกลับเชียงใหม่ครั้งแรกในปีพ.ศ. ๒๔๕๑ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งพิเศษนอกเหนือจากพระมเหสีสี่องค์ ตามกฎมนเทียรบาลที่รัชกาลที่ ๕ ทรงแต่งตั้งพระราชทานเป็นพิเศษ

พระราชชายาเจ้าดารารัศมี .....
จึงกลายเป็นพระราชชายาพระองค์แรกและองค์สุดท้าย
ของสยามมาจนปัจจุบัน เพราะไม่ปรากฏว่ามีการพระราชทานตำแหน่งนี้แก่ผู้ใดอีก


ในการเสด็จกลับครั้งนั้น สิ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วไปตระหนักว่าความรักความจงรักภักดีต่อรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นพระราชสวามีของพระราชชายาฯ นั้นอยู่เหนือการเมือง อยู่เหนือกาลเวลาคือ การที่พระราชชายา ทรงบรรจงแก้มัดผมที่ยาวมากมาเช็ดพระบาทของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ขณะเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลลาที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ซึ่งในธรรมเนียมล้านนา ถือว่าเป็นการถวายความจงรักภักดีสูงสุดในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง

ภายหลังจากพระราชชายาฯ เสด็จกลับลงมากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ ให้หลังไม่กี่เดือน รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงเสด็จสวรรคต นำความโศกเศร้ามาสู่พระนางเป็นอันมาก มีผลให้หลังเสร็จงานพระบรมศพแล้ว พระราชชายาจึงกราบถวายบังคมลารัชกาลที่ ๖ เสด็จกลับไปประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวรนับแต่นั้น


เจ้าดารารัศมี…ปูชนีย์แห่งนครพิงค์

ช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต ... ของพระราชชายาฯ ได้ทรงงานมากมายหลายด้าน เพื่อประโยชน์ของชาวล้านนา ซึ่งพระองค์ทรงรัก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรที่ทรงให้มีการทดลองค้นคว้าปรับปรุงวิธีการปลูกพืช ที่ตำหนักสวนเจ้าสบายในอำเภอแม่ริมเพื่อเผยแพร่แก่ประชาชน โดยจะทรงทดลองปลูกพืชใหม่ๆ ในสวนเจ้าสบายอยู่เสมอ เช่น ทรงทดลองปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง แครอท แตงโมบางเบิด แคนตาลูป รวมทั้งลำไย ผลไม้ขึ้นชื่อของเชียงใหม่ในปัจจุบันท่านก็ทรงนำมาปลูกเป็นพระองค์แรก

นอกจากนี้ ... ยังโปรดดอกไม้กลิ่นหอม ท่านทรงเป็นสมาชิกสมาคมกุหลาบแห่งประเทศอังกฤษ ครั้นพอทางสมาคมส่งพันธุ์กุหลาบมาให้ท่าน มีอยู่หนึ่งพันธุ์ที่ท่านโปรดเป็นพิเศษ จึงทรงทดลองปลูก กุหลาบชนิดนี้มีสีชมพู กลิ่นหอมจัด ดอกจะมีขนาดใหญ่ประมาณ ๑๒-๑๕ เซนติเมตร ในหนึ่งดอกจะมีกลีบถึง ๔๕ กลีบ และที่สำคัญเป็นกุหลาบไร้หนาม ท่านได้ทรงตั้งชื่อว่า จุฬาลงกรณ์ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในพระสวามีท่าน ซึ่งตรงนี้ทำให้เห็นชัดว่า พระราชชายาดารารัศมี ทรงมีความจงรักภักดี และความผูกพันอันมากล้นต่อรัชกาลที่ ๕ มากเพียงใด

พระราชกรณียกิจของพระองค์ ... ยังมีงานด้านบำรุงพระศาสนา ท่านทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานจำนวนมาก อาทิ สร้างและฉลองพระวิหารบรมธาตุ วัดพระธาตุจอมทอง ถวายตำหนักบนดอยสุเทพแด่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ยิ่งเป็นงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมก็มีมาก ที่สำคัญคือการสืบทอดศิลปะการทอผ้าซิ่นยกดอก โดยทรงอาศัยมรดกตกทอดจากพระมารดาคือ ผ้าซิ่นยกดอกของเจ้าแม่ทิพไกสรเป็นตัวอย่าง แล้วคิดค้นวิธีการทอขึ้นมาได้สำเร็จ ทำให้งานศิลปะแขนงนี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับชาวเชียงใหม่แล้ว ... ความรู้สึกที่มีต่อเจ้าดารารัศมีคือ เจ้าดาราฯ เหมือนปูชนียบุคคลของล้านนา เพราะเราระลึกเสมอว่า ถ้าไม่มีท่าน ชาวเชียงใหม่จะไม่มีเรื่องนาฏศิลป์ เกษตร หรือ แม้กระทั่งงานทอผ้า เพราะท่านเป็นผู้นำในทุกๆ เรื่อง .....

พระราชชายาดารารัศมี ... ทรงประชวรและสวรรคตด้วยพระปัปผาสะ หรือ ปอดพิการ ซึ่งเป็นโรคที่แสดงอาการมาตั้งแต่สมัยพระราชชายาประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง โรคนี้ได้กลับมารุมเร้าพระองค์อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อพระราชชายาทรงรู้ว่า จะไม่หายจากโรคร้ายแน่แล้ว ก็ทรงมีคำสั่งเสียสุดท้ายว่า .. หากเมื่อใดฉันสิ้นพระชนม์ โปรดนำสิ่งของต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในหีบกาไหล่ทองใน ในหีบเหล็กใบใหญ่อีกชั้นหนึ่งซึ่งตั้งอยู่เหนือแท่นพระบรรทมบรรจุลงในกู่ร่วมกับพระอัฐิด้วย .....

ก่อนที่ตำนานชีวิตของพระองค์จะปิดลงอย่างสงบ .....
เมื่อ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ รวมพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา และหีบใบนั้นเอง หลังจากพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ทรงเป็นประมุขของเจ้านายในตระกูลเชียงใหม่ ได้เป็นประธานในการเปิดออกแล้วพบว่า หีบนั้นเป็นของพระราชทานจากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ภายในบรรจุเอกสารมีค่าคือ จดหมายส่วนพระองค์จากรัชกาลที่ ๕ ถึงพระราชชายาฯ ขณะที่อยู่ไกลกัน อัฐิส่วนนิ้วก้อยของพระราชบิดาคือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ อัฐิพระนิ้วก้อยของพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าวิมลนาคพีสีพระราชธิดาซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๓ พรรษา และสุดท้ายคือจดหมายจากเจ้าอินทวิชยานนท์พระราชบิดาของพระองค์นั่นเอง

ปัจจุบัน ... เรื่องราวของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้รับการแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ซึ่งเป็นที่ประทับในบั้นปลายชีวิตของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ซึ่งที่นี่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดูแล โดยมีสิ่งของสำคัญต่างๆ จัดแสดงอยู่ ๗ ห้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชตระกูล พระราชกรณียกิจ สิ่งของที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันของพระราชชายา ห้องแสดงชุดทรงโดยทางผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ได้แนะนำสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือ

...............จุดสำคัญของที่นี่คือมีผ้าชุดเชิงซิ่น มีลักษณะเป็นซิ่นตีนจก ของพระราชชายาที่ทำด้วยเงินด้วยทองเป็นชุดที่ใช้ทรงมีอยู่ประมาณ ๔-๕ ผืน และก็มีผ้าซิ่นยกทองคำแท้ที่พระราชชายาฯ ทรงสั่งให้ทอในสมัยรัชกาลที่ ๗ ทรงเสด็จเลียบมณฑลพายัพเมื่อปี ๒๔๖๙ เพื่อให้เจ้านายฝ่ายเหนือใส่ฟ้อนรำรับเสด็จ นอกจากนี้ท่านเป็นคนคิดลายทอผ้าเอง เช่น ลายดอกพิกุล ผีเสื้อ ดอกชมนาท ลายกำแพงสูง เป็นต้น...............

เรียกได้ว่า ... วิสัยทัศน์ของพระองค์มีความคล้ายคลึงกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบันมากทีเดียวที่ทรงสนพระทัยในการสืบสานมรดกประเพณีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน และ นี่คือเรื่องราวส่วนหนึ่งของพระราชชายาดารารัศมี พระราชชายา องค์แรกและองค์เดียว ของกรุงสยาม


พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ ภายในค่ายดารารัศมี ตั้งอยู่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลดีเด่นทางด้านอาคารอนุรักษ์เมื่อปี ๒๕๔๓ เคยเป็นที่ประทับของพระราชชายาในช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยขณะที่ป่วยพระองค์ได้ย้ายจากที่นี่ไปประทับยังคุ้มของเจ้าแก้วนวรัตน์จนสิ้นพระชนม์ที่นั่น

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงสิ่งของและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพระราชชายาดารารัศมีครอบคลุมเกือบทุกด้าน เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าชมในวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่ ๙.๐๐-๑๗.๐๐ น.หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคาค่าเข้าชม ๒๐ บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐๕ ๓๒๙ ๙๑๗๕


..................................................................................................
อ้างอิงจาก ..... เรื่อง พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
โดย ..... นงเยาว์ กาญจนจารี / หนาน อินแปง / หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   24/10/2004 07:04 PM  (203.118.98.14)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 18  
     
 


พระปิยมหาราช ทรงเป็นกวีเอก .....
ชึ่งมีผลงานพระราชนิพนธ์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง


• ประเภทร้อยแก้ว
- พระราชพิธีสิบสองเดือน
- ไกลบ้าน
- พระราชวิจารณ์

• ประเภทกวีนิพนธ์ หรือ ร้อยกรอง
- ลิลิตนิทราชาคริต
- บทละครเรื่องเงาะป่า
- โคลงสุภาษิต
- สุภาษิตนฤทุมนาการ
- นิราศพระแท่นดงรัง
- กาพย์เห่เรือ และเห่ชมนก เห่ชมนาง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   24/10/2004 11:18 PM  (203.118.92.101)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 19  
     
 


สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ .....
ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม ๔ พระองค์คือ


๑. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ต่อมาเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

๒. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑลโสภณภควดี ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามอัฐิ เป็น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์

๓. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจาตุรนต์รัศมี ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้น เป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์

๔. สมเด็จเจ้าฟ้าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้น เป็น สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   24/10/2004 11:52 PM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 20  
     
 


สมเด็จพระราชปิตุจฉา
เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรฯ


ทรงเป็นพระราชธิดา .....
ใน สมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
และ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:30 AM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 21  
     
 


เสด็จประพาสต้น กำแพงเพชร .....
กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ทรงกรรเชียงเรือ


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:37 AM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 22  
     
 


ประทับในระแทะ .....
เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการ มณฑลอิสาน จังหวัดอุบลราชธานี


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:42 AM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 23  
     
 


ในภาพ .....
กรรมกรไทยและกุลีจีนกำลังก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ



การเลิกระบบไพร่ ... คำว่า ไพร่ คือคำที่ใช้เรียกราษฎรสามัญทั้งหญิงและชายในสังคมมาแต่อดีต สถานะไพร่เกิดขึ้นจากความจำเป็นทางสังคมที่แรงงานมีความสำคัญ ทั้งทางเศรษฐกิจและเป็นกำลังให้กองทัพยามสงคราม รัฐบาลไทยในสมัยก่อนจึงต้องมีนโยบายส่งเสริมให้คนเข้ามาตั้งบ้านเมือง และ หาวิธีควบคุมกำลังคนเหล่านั้น ระบบการควบคุมคนไทยในสังคมไทยคือ ... ระบบมูลนายไพร่

สถานะของไพร่ จึงเป็นสถานะที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยระเบียบของรัฐ ไม่มีอิสระในชีวิตจนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีไพร่หลบหนีการใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่า สถานะไพร่ เป็นแอกใหญ่ของสังคม จึงได้ทรงปลดภาระนี้ ด้วยการจัดระเบียบสังคมเสียใหม่ให้มีการใช้แรงงานจ้าง ทหารประจำการหรือทหารอาชีพแทนการเกณฑ์แรงงาน

เริ่มจากปี พ.ศ. ๒๔๒๕ มีการตราพระราชบัญญัติทหารหลายฉบับ ให้เป็นทหารสมัครก่อน จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ จึงประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔ เปลี่ยนจากทหารสมัครเป็นทหารเกณฑ์ โดยกำหนดให้ไพร่ที่มีอายุ ๑๘ - ๒๐ ปี ต้องเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารและประจำการมีกำหนดระยะเวลา ๒ ปี การประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารนี้ นับเป็นการยกเลิกระบบไพร่อย่างเป็นทางการ ไพร่จึงมีสถานะเป็นคนสามัญ เป็นแรงงานอิสระที่มีศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิในฐานะมนุษย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:54 AM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 24  
     
 


ในภาพ เป็นภาพเขียน .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเลิกทาสในโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม



การเลิกทาส ... เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยสิทธิ์ขาด นับตั้งแต่ปี ๒๔๑๖ เป็นต้นมา พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไปและให้ประชาราษฎร์ได้อยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้ากัน โดยทรงยึดหลักว่า ธรรมเนียมใดเป็นการเจริญมีคุณประโยชน์เป็นยุติธรรมแล้ว ก็ทรงทำนุบำรุงให้วัฒนาการยิ่งขึ้นไป ธรรมเนียมใดไม่เป็นการเจริญแก่ประชาชน ไม่เป็นคุณประโยชน์ ไม่เป็นการยุติธรรมก็ทรงเลิกเสีย นั่นคือ ... การเลิกทาส

ได้ทรงพิจารณาที่จะเลิกทาสด้วยการลดราคาค่าทาสลง จำนวนทาสค่อยลดลงโดยลำดับจนหมดไปทั้งพระราชอาณาเขต ทรงใช้วิธีการอย่างละมุนละม่อมในการเลิกทาส มิให้ทั้งนายและตัวทาสเองได้รับผลเสียและไม่พึงพอใจ ทรงดำเนินการเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๘ จึงเลิกระบบทาสได้สำเร็จลุล่วง และ ได้ออกเป็นพระราชบัญญัติทาส รศ. ๑๒๘ หรือ พ.ศ. ๒๔๔๘

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 01:06 AM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 25  
     
 


ประชาชนส่วนใหญ่เล่นการพนันจนมีการซื้อขายทาส .....
การเลิกทาส เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ ทรงพระอุตสาหะจัดการในเรื่องนี้ เป็นเวลานานกว่าสามสิบปี จนบรรลุผลสมดังพระราชประสงค์ โดยมิได้ทรงท้อถอย ทรงรอบคอบ เห็นการณ์ไกลเป็นเลิศ พระองค์ทรงดำเนินการได้เรียบร้อย โดยมิได้เสียเลือดเนื้อ หรือ เกิดการเดือดร้อนประการใด เยี่ยงการเลิกทาสในนานาประเทศ พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ย่อมยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยและประเทศชาติเป็นอเนกประการ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 01:15 AM  (203.118.80.204)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 26  
     
 


ทรงฉายภาพนี้ ณ รานโรเบิรต์ เลนซ์ .....
ต่อมาฝรั่ง นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์นี้
ไปวาดลงในหนังสือพิมพ์ เลอ เปอติ จูร์นาล ฉบับวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๔๐


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 07:37 AM  (203.118.80.247)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 27  
     
 


ภาพดุษฎีบัณฑิต .....
ฉลองพระองค์ชุดครุย ดอกเตอร์ออฟลอร์



การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ .....
งานพัฒนาของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านเศรษฐกิจนั้น ทรงเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานอันได้แก่ การสร้างทางรถไฟ การสร้างถนน การขุดคูคลอง รวมทั้งการชลประทานอื่นๆ เช่นการสร้างประตูระบายน้ำ เขื่อน ฝายทดน้ำทั้งในราชธานีและหัวเมือง เพื่อเปิดพื้นที่นาให้กว้างขวางเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนดิน ซึ่งหมายถึงจำนวนผลผลิตที่เพิ่มพูนตามมาด้วย

การจัดการคมนาคมดังกล่าว จึงเป็นทั้งการอำนวยความสะดวกในการสัญจรไปมา และการติดต่อค้าขาย นำทรัพยากรธรรมชาติและผลผลิตจากแหล่งต่างๆ มาสู่ตลาดได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากจะมีผลโดยตรงต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันแล้วยังมีผลต่อเศรษฐกิจอันเป็นปัจจัยยิ่งของการพัฒนาหรือปฏิรูปบ้านเมืองในด้านต่างๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 11:15 AM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 28  
     
 


คทาจอมทัพไทย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:20 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 29  
     
 


ในภาพ .....
โรงพยาบาลศิริราชสมัยแรกตั้ง พ. ศ. ๒๔๓๑


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:57 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 30  
     
 


ในภาพ .....
โรงเรียนแพทย์เริ่มแรก พ.ศ. ๒๔๓๓


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 12:58 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 31  
     
 


ในภาพ .....
การเรียนผ่าตัดของนักเรียนแพทย์ในสมัยแรก



การจัดการสาธารณสุข และ โรงพยาบาล .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพอนามัยประชาชนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการปฏิรูปบ้านเมืองตามแผนใหม่ พระองค์ทรงนำวิทยาการด้านการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาปรับใช้ดำเนินการ ปรับปรุงการแพทย์ด้านต่างๆ เช่น การจัดตั้งสถานพยาบาล การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ การผลิตยา การป้องกันโรคระบาด รวมทั้งการจัดองค์กรให้ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในด้านการสาธารณสุข

ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ มีพระราชดำริจะจัดตั้งโรงพยาบาล ให้ทันสมัยเหมือนในต่างประเทศ กำหนดสถานที่ก่อสร้างคือบริเวณพระราชวังหลัง สิ่งก่อสร้างในระยะแรกเป็นเครื่องไม้ ต่อมาพระราชทานนามว่า ศิริราชพยาบาล และได้ตั้งกรมพยาบาลขึ้นในปีเดียวกันนั้น

ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๓๒ โปรดให้ตั้ง โรงเรียนสอนวิชาแพทย์ขึ้น วิชาที่ตั้งใจสอนเป็นสำคัญคือ วิชาศัลยกรรม มี หมอจอร์จ แมก ฟาร์แลนด์ หรือ George Mc. Farland ซึ่งต่อมาได้เป็นพระอาจวิทยาคม เป็นอาจารย์ผู้อำนวยการโรงเรียนราชแพทยาลัย และต่อมามีการตั้งแพทย์ประจำหัวเมืองด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 01:03 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 32  
     
 


ในปีพ.ศ. ๒๔๒๔ .เกิดอหิวาตกโรคครั้งใหญ่ .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ขอแรงพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการให้จัดตั้ง ... โรงรักษาไข้
ขึ้นในที่ต่างๆ ชั่วคราว โรงพยาบาลเหล่านั้นได้จัดตั้งขึ้นในที่ชุมชน ถึง ๔๘ แห่ง

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 01:07 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 33  
     
 


ในภาพ .....
ที่รักษาคนไข้ ถนนเจริญกรุง


ในเรื่องยารักษาโรคนั้น โปรดให้หมอหลวงประชุมคิดยาขึ้น ๘ ขนาน สำหรับใช้รักษาโรคที่ราษฎรมักจะเป็นกันอยู่บ่อยๆ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เรียกว่า ยาโอสถสภา สำหรับแจกจ่ายแก่ราษฎรและจำหน่ายที่โอสถศาลาราคาถูกด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 01:29 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 34  
     
 


ในภาพ .....
การปลูกฝีไข้ทรพิษ จังหวัดร้อยเอ็ด


เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้ทรงจัดทำขึ้นคือ กฏหมายลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการอนามัยของประชาชน เช่น ความผิดในการปลอมปนเครื่องอาหาร เครื่องยา การทิ้งของโสโครกในเขตชุมชน การขายสุราให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า ๑๔ ปี และ

พระองค์ยังทรงได้ดำริว่า ... จำพวกยาเสพติดให้โทษทั้งหลาย ย่อมนำความเสื่อมโทรมมาสู่ร่างกาย และกลายเป็นโรคได้ จึงได้ทรงออกประกาศห้ามการสูบฝิ่น และการผสมฝิ่นเป็นยาในพระราชอาณาจักร ออกพระราชบัญญัติกำหนดโทษผู้ทำฝิ่นเถื่อน และในที่สุดได้ทรงยกเลิกโรงฝิ่นในกรุงเทพฯ กว่า ๕๐๐ โรง ในพ.ศ. ๒๔๕๓ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชสมัยของพระองค์

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 01:49 PM  (210.86.209.43)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 35  
     
 


การจัดการคมนาคม .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว ทรงมีพระราชวินิจฉัยเห็นว่า การคมนาคมเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคมนาคมจะช่วยกระชับการปกครองหัวเมืองเข้ามาสู่เมืองหลวง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางและการประกอบธุรกิจ ทรงเล็งเห็นแบบอย่างความเจริญด้านการคมนาคมของนานาอารยประเทศ ที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือน

สาเหตุสำคัญที่สุด ในการปรับปรุงการคมนาคมให้ทันสมัยตามแบบอารยประเทศก็คือ ความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราชและอธิปไตยของประเทศ ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายรวบรัดความเจริญ คือการเร่งปรับปรุงประเทศให้เจริญตามแบบตะวันตกในด้านต่างๆ เท่าที่จะทำได้

ถนนราชดำเนินนอก เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๔๔๒ ต่อมามีการสร้างถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินในตามลำดับ กำหนดแบบเหมือนกันตลอดสายคือ มีทางรถวิ่ง ๓ สาย แต่ละสายมีทางปลูกต้นไม้ร่มรื่น มีทางเดินเท้า และ มีท่อน้ำ ถนนลาดปูอิฐตลอด เป็นการสร้างเลียนแบบถนนในยุโรป เสด็จฯ ทรงเปิดเนื่องในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ. ๒๔๔๗

การจัดการคมนาคมในรัชกาลนี้ รัฐบาลได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ด้วย เช่นนำเครื่องจักรมาใช้ในการทำถนน ขุดคลอง ฯลฯ แทนการใช้แรงงานคนกับสัตว์แต่เพียงอย่างเดียวดังสมัยก่อน ทรงยกเลิกวิธีเกณฑ์แรงงานคนมาทำงานโยธาโดยไม่ได้รับเงินตอบแทนมาเป็นการจ้างแรงงาน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 02:52 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 36  
     
 


การปรับปรุงการคมนาคมในรัชกาลนี้ อาจแบ่งออกได้สองประเภทคือ .....

ทางน้ำ ... ได้แก่ การขุดและซ่อมแซมคูคลองต่างๆ
และ ที่พิเศษกว่าก่อนๆ คือ การทำประตูระบายน้ำ เขื่อนกั้นน้ำและเขื่อนกันตลิ่งพัง

ทางบก ... ได้แก่การสร้างถนน สะพาน ทางรถราง รถไฟ
และการสั่งยานพาหนะต่างๆ เข้ามาใช้ในบ้านเมือง เช่น รถยนต์ รถจักรยาน ฯลฯ

รวมถึง ...
การเริ่มกิจการคมนาคมสื่อสาร
ได้แก่ การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ วิทยุโทรเลข .....
ขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วจึงขยายไปสู่ชนบท และติดต่อกับต่างประเทศ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 03:11 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 37  
     
 


ประตูระบายน้ำที่สามเสน .....
สำหรับระบายน้ำไปสู่ที่สูบน้ำเพื่อจัดทำน้ำประปา


การประปา ... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่า ในปีหนึ่งๆ ราษฎรต้องเสียชีวิตเพราะบริโภคน้ำที่ไม่บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก ฉะนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ พระองค์จึงโปรดให้ว่าจ้างชาวฝรั่งเศสเข้ามาเป็นนายช่างสุขาภิบาล จัดการประปาในกรุงเทพฯ

การขุดคลองประปา ... เป็นระยะทางยาวจากกรุงเทพฯ ถึง รังสิต เพื่อนำน้ำเหนือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ามาทำเป็นน้ำสะอาด ให้ประชาชนได้ใช้บริโภค ประปาจึงได้เริ่มมีขึ้นในปีนั้นเอง แต่'านชิ้นนี้มาแล้วเสร็จ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ในส่วนหัวเมืองพระองค์โปรดให้ขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อหาน้ำสะอาดสำหรับการบริโภคของประชาชน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 03:37 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 38  
     
 


การไฟฟ้า .....

บริษัทไฟฟ้าสยาม หรือ Siam Electricity Co.Ltd. เป็นบริษัทที่ชาวเดนมาร์กขอสัมปทานจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๑ จัดการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแก่ประชาชนในพระนคร และ ดำเนินกิจการรถรางด้วย และ ได้โอนกิจการให้แก่รัฐบาลเมื่อหมดสัมปทานในปี พ.ศ. ๒๔๙๓

จอมพลเจ้าพระยาสุรศักด์มนตรี หรือ เจิม แสงชูโต ได้นำไฟฟ้ามาใช้เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ โดยดูแบบอย่างจากประเทศฝรั่งเศส เครื่องกำเนิดไฟฟ้าติดตั้งในพระบรมมหาราชวังก่อน แล้วกระจายไปยังสถานที่อื่นๆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 03:49 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 39  
     
 


กรมไปรษณีย์โทรเลขแห่งแรก

การจัดการสาธารณูปโภค .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดการด้านสาธารูณปโภคหลายประการ .. โทรเลข .. โทรศัพท์ .. การประปา .. ไฟฟ้า .. การไปรษณีย์ .. ซึ่งล้วนก่อให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน อันนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตบ้านเมืองด้วยในขณะเดียวกัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:08 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 40  
     
 


บุรุษไปรษณีย์ พ.ศ. ๒๔๓๕

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:13 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 41  
     
 


บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายชาวบ้าน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:15 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 42  
     
 


ภายในที่ทำการโทรเลขในอดีต .....
พนักงานโทรเลขนั่งประจำโต๊ะ ซึ่งมีป้ายชื่อแหล่งที่จะโทรเลขติดต่อ


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:16 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 43  
     
 


โทรศัพท์สมัยรัชกาลที่ ๕

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:23 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 44  
     
 


บริเวณถนนเจริญกรุง .....
ย่านเศรษฐกิจ ในสมัยรัชกาลที่ ๕


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:32 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 45  
     
 


ห้างกิมฮั้วเฮง .....
ถนนเจริญกรุง ย่านเศรษฐกิจ


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:35 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 46  
     
 


สี่กั๊กพระยาศรี

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:37 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 47  
     
 


พิธีเปิดการเดินรถรางในสมัน รัชกาลที่ ๕ .....
รถราง แต่เดิมรถรางใช้ม้าลากเช่นเดียวกับรถม้า ครั้นเมื่อมีไฟฟ้าใช้แล้ว จึงได้มีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอพระบรมราชานุญาตเดินรถรางขึ้นในพระนคร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้พระราชทานสัมปทานให้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ การเดินรถรางได้กระทำเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๔๓๑ นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และในทวีปเอเซียด้วย

ปรากฏว่ารถรางที่ใช้เดินด้วยไฟฟานี้ ประชาชนเห็นเป็นของแปลกประหลาดมาก และไม่นิยมขึ้น ด้วยกลัวว่าจะถูกไฟฟ้าดูด ฝรั่งและเจ้านายไทยต้องขึ้นให้ดูเป็นตัวอย่างว่าไม่มีอันตราย จึงค่อยมีผู้ขึ้นตาม ต่อมาได้มีการเดินรถรางในพระนครอีกหลายสาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพถนนหนทางและยวดยานพาหนะต่างๆ ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก ในสมัยหลังๆ รถรางซึ่งต้องเดินตามรางและเคลื่อนไปอย่างช้าๆ จึงไม่มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ยุบเลิกกิจการรถรางเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๑

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:43 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 48  
     
 


รถยนต์ ... เมื่อแรกมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสด็จกลับจากยุโรป ได้ทรงนำรถเก๋ง ยี่ห้อเมอร์เซเดเด๊สเคมเล่อร์ของเยอรมนี มาถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ เป็นรถยนต์พระที่นั่งคันแรก ทรงพอพระราชหฤทัยมาก จึงโปรดเกล้าให้กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์สั่งซื้อรถยนต์ เข้ามาเพื่อพระราชทานแด่พระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี เนื่องในวันเฉลิมพระชนม์พรรษา เพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่แผ่นดินต่อไป นอกจากเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่แล้ว ผู้มีเงินก็นิยมใช้รถยนต์ เพราะสะดวกสบายรวดเร็ว และแสดงความความภูมิฐานของตนอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .....
ทรงมีพระราชดำริให้จัดงานประชุมรถมอเตอร์คาร์ ณ วังสวนดุสิต พ.ศ. ๒๔๕๑

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:54 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 49  
     
 


ถนนเจริญกรุงด้านประตูสามยอด

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 04:59 PM  (202.133.141.176)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 50  
     
 


ถนนเยาวราชตรงสะพานเฉลิมเวียง ๔๖
ใช้เวลาก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๔ - ๒๔๔๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๕


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 05:39 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 51  
     
 


สะพานหัน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ .....
มีลักษณะตามชื่อ คือ ปลายสะพานด้านหนึ่งหันได้ โดยอีกด้านหนึ่งมีก้อนหินถ่วง เพื่อป้องกันสะพานเคลื่อนไหวเวลามีคนเดิน เมื่อมีเรือใหญ่หรือเรือมีเสากระโดงจะผ่านสะพานก็หันไม้กระดานไปด้านหนึ่งเมื่อเรือผ่านไปแล้วจึงหันปลายสะพานกลับดังเดิม

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 05:41 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 52  
     
 


สะพานผ่านพิภพลีลา .....
เป็นสะพานที่สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมถนนราชดำเนินในและถนนราชดำเนินกลาง เสด้จฯ ทรงเปิดสะพานนี้ เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถนนเยาวราชขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๔ ปีเดียวกันได้โปรดให้สร้างถนนราชดำเนิน ซึ่งถือว่าเป็นงานวางผังเมืองชิ้นเอกที่คนไทยรู้จักกันแพร่หลาย นับเป็นถนนที่สวยงามเชิดหน้าชูตาพระนครเป็นอย่างยิ่ง และเพื่อให้รับกับถนนราชดำเนิน

พระองค์ได้โปรดให้ตกแต่งขยายบริเวณท้องสนามหลวงออกไปเป็นรูปวงรีและปลูกต้นมะขามรอบสนามหลวงด้วย ถนนสายอื่นๆ ที่โปรดให้สร้าง และปฏิสังขรณ์ คือ ถนนบำรุงเมือง เจริญกรุง วังบูรพา อุณากรรณ และถนนดินสอ นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างสะพานสำคัญๆ เช่น สะพานผ่านพิภพลีลา ผ่านฟ้าลีลาศ มัฆวานรังสรรค์ และเทวกรรมรังรักษ์ เป็นต้น

ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาแต่ละปีก็โปรดพระราชทานเงินสร้างสะพาน สะพานดังกล่าวจะมีคำว่าเฉลิมนำหน้า และมีเลขอยู่ท้าย อันหมายถึงพระชนมายุในปีนั้นๆ สะพานแรกที่โปรดให้สร้างคือ สะพานเฉลิมศรี๔๒ และยังมีสะพานอื่นๆ เช่นสะพานเฉลิมเผ่า ๔๔ เฉลิมโลก และเฉลิมภาพ เป็นต้น ทรงพระอุตสาหะพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างกว่า ๑๐ สะพาน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 05:44 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 53  
     
 


การก่อสร้างสะพานรถไฟผ่านบริเวณทุรกันดารในสมัยก่อน .....
งานพัฒนาด้านการคมนาคมที่สำคัญที่สุดในรัชสมัยของพระองค์คือ การสร้างทางรถไฟ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศอยู่มาก แรกทีเดียวทรงตระหนักถึงความสำคัญของการรถไฟ เพราะว่าขณะนั้นอังกฤษกำลังพยายามทำทางรถไฟจากพม่าเข้ามาสู่ด้านทิศตะวันตกของจีน และฝรั่งเศสกำลังขยายอิทธิพลเข้าแทรกแซงทางพรมแดนด้านตะวันออก

สาเหตุสำคัญ ๒ ประการนี้ จึงทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยสร้างทางสายยุทธศาสตร์ขึ้น นั่นคือ ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมาด้วยวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อขัดขวางความพยายามของฝรั่งเศสที่จะล่วงล้ำดินแดนภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๓๓

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 06:26 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 54  
     
 


สถานีรถไฟหลวงหัวลำโพงกรุงเทพฯ .....

สมัยก่อน เมื่อยังมีวงเวียนซุ้มน้ำพุ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว ปรากฏอยู่ หลังจากนั้นในเดือน ตุลาคม ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมรถไฟหลวงขึ้น สังกัดกรมโยธาธิการ และ เมื่อ ๒๖ มีนาคม ๒๔๓๙ การดำเนินงานแล้วเสร็จ เปิดเดินรถไฟช่วง กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยา แล้วเสร็จ และ เสด็จทรงประกอบพระราชพิธี เปิดการเดินรถไฟ ระหว่างกรุงเทพฯ - อยุธยา ระยะทาง ๗๑ กิโลเมตร และ.....

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทำพิธีเปิดทางรถไฟสายนครราชสีมา และ ได้มีพระราชดำรัสในวันนั้นว่า ทรงถือว่าวันที่เปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึง นครราชสีมานี้ เป็นวันมหามงคลวันหนึ่งในพระชนม์ชีพของพระองค์ และ ทางการได้ถือเอาวันนั้น เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟหลวง การดำเนินงานรถไฟแล้วเสร็จตลอดสาย เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๔๓

หลังจากได้ทรงเปิดทางรถไฟสายใต้ช่วงกรุงเทพฯ ถึงเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๔๖ และสายตะวันออก ช่วงกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา เมื่อ ๒๔๔๘ เปิดใช้ได้เมื่อ ๒๔ มกราคม ๒๔๕๐ คิดรวมระยะทางรถไฟที่ได้ก่อสร้างสำเร็จและเปิดให้ประชาชนได้สัญจรไปมาในตอนปลายรัชกาลมีความยาวทั้งสิ้น ๙๒๘ กม. และอยู่ในระหว่างก่อสร้างอีก ๖๙๐ กม.

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 06:47 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 55  
     
 


ขบวนรถไฟเมื่อแรกมีในประเทศ .....
นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้บริษัทวิสาหกิจส่วนบุคคล สร้างทางรถไฟขึ้นหลายสาย
เช่น สายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ .. สายธนบุรี-ท่าจีน .. สายพระบาท-สระบุรี เป็นต้น

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 06:52 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 56  
     
 


การปลูกข้าว .....

เนื่องจากข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราโชบาย สนับสนุนส่งเสริมอาชีพการทำนา มีการส่งเสริมการเปิดที่นาใหม่โดยไม่เก็บค่านาใน ๓ ปีแรก โปรดให้คัดเลือกข้าวพันธุ์ดี จากภายในและภายนอกประเทศมาส่งเสริมและแนะนำให้ราษฎรได้ปลูก

โปรดเกล้าฯ ให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ที่เมืองธัญญบุรี และยังทรงให้มีการประกาศให้ราษฎรทราบเกี่ยวกับปริมาณน้ำฝน ทรงเสด็จไปทอดพระเนตรผลการทำนาที่ท้องสนามหลวงและในหัวเมือง โปรดให้มีการจดสถิติ และทำรายงานน้ำฝนและราคาข้าวให้ทรงทราบทุกเดือน

การปลูกข้าว จากพระราโชบายและความสนพระราชหฤทัย ในเรื่องการทะนุบำรุงการทำนานี้ มีผลทำให้ข้าวมีราคาสูงขึ้น ราษฎรหันมาทำนาเพื่อการค้าเป็นล่ำเป็นสัน และรายได้จากข้าวเป็นสินค้าออกที่ทวีมากขึ้น และนับเป็นรายได้สำคัญของประเทศ นอกจากข้าวแล้วยังมีสินค้าสำคัญ คือ ดีบุก ไม้สัก และยางพารา แล้วยังทรงส่งเสริมการป่าไม้ ทรงตั้งกรมป่าไม้ ในปีพ.ศ. ๒๔๓๙ เพื่อควบคุมดูแลรักษาป่า ออกกฎหมายห้ามเอกชนตัดไม้สัก และให้มีการปลูกสวนสักเป็นการทดลองขึ้นที่จังหวัดแพร่ และโปรดให้มีการจัดการสัมปทานป่าไม้ในภาคเหนือ เพื่อดำเนินการในเรื่องธุรกิจป่าไม้

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 06:58 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 57  
     
 


ภาพบริเวณภายในอู่ต่อเรือบางกอกด๊อก หรือ Bangkok Dock Co.Ltd .....
ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕ และดำเนินกิจการอู่ต่อเรือด้วย

ในส่วนของอาชีพการทำเหมือง ได้ทรงตั้งกรมโลหกิจและภูมิวิทยา ในพ.ศ. ๒๔๓๔ เพื่อทำหน้าที่สำรวจแหล่งแร่ตามหัวเมือง มีการตราพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่และนำไปใช้ในมณฑลภูเก็ตเป็นแห่งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ และ ในปีเดียวกันทรงตั้งกรมช่างไหม เพื่อส่งเสริมและปรับปรุงการเลี้ยงไหมให้มีปริมาณและคุณภาพดียิ่งขึ้น ว่าจ้างชาวญี่ปุ่นมาช่วยปลูกสร้างสวนหม่อน ตั้งสถานีทดลองเลี้ยงไหม ตั้งโรงเรียนการเลี้ยงไหมที่ศาลาแดง จ.พระนคร ต่อมากรมช่างไหมเปลี่ยนไปเป็นกรมเพาะปลูกและกรมกสิกรรม ขยายหน้าที่ให้กว้างขวางออกไปถึงการส่งเสริมการปลูกพืชต่างๆ มียาสูบ ฝ้าย ตลอดจนการผสมและบำรุงพันธุ์ปศุสัตว์ โปรดเกล้าฯ ให้มีการแสดงกสิกรรมและพาณิชยกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๓

ในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งหน่วยงานคล้ายกรมอุทกศาสตร์ขึ้น ในครั้งนี้เรียกชื่อว่า กรมแผนที่ สังกัดกรมยุทธศึกษาทหารเรือ มีหน้าที่ทำแผนที่ชายฝั่ง สำรวจหินใต้น้ำ แล้ววางทุ่นไว้เป็นสำคัญ ตลอดจนสร้างกระโจมไฟ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่เรือสินค้า และเรือโดยสารซึ่งเพิ่มมากขึ้น ล้วนแต่เป็นพระราชกรณียกิจที่ปูพื้นฐานส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้าของประเทศให้เจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 07:26 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 58  
     
 


การเปลี่ยนแปลงประเพณี .....
การเปลี่ยนแปลงประเพณีเป็นพระราชกรณียกิจอีกประการหนึ่ง ซึ่งได้ทรงพระราชอุตสาหะที่จะให้บ้านเมืองเจริญตามกาลสมัย การเปลี่ยนแปลงประเพณีไทยบางอย่างเริ่มต้นมาแล้วในรัชกาล ที่ ๔ แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสต่างประเทศถึง ๒ ครั้ง จึงทรงพระปรีชาสามารถในการดัดแปลงแก้ไขประเพณีเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 07:37 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 59  
     
 


ภาพถ่าย .....
เมื่อครั้งเสด็จประพาสอินเดีย พ.ศ. ๒๔๑๔


การแต่งกายแบบตะวันตก .....
เมื่อเริ่มแรกของเจ้านายชั้นสูง จะเห็นได้จากแบบการแต่งกายเมื่อครั้งเสด็จประพาสต่างประเทศเป็นครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือใส่เสื้อแบบฝรั่ง ทั้งชั้นนอกชั้นใน ผูกผ้าผูกคอหรือหูกระต่าย สวมถุงน่องรองเท้า ไว้ผมตัดยาวแล้วหวีเสยหรือหวีแสก ยังคงนุ่งโจงกระเบนผ้าม่วงสีกรมท่า

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 08:05 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 60  
     
 


ประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๔๐ .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชโอรส
และ เจ้านายผู้ตามเสด็จ ฉลองพระองค์และทรงเครื่องแต่งกายแบบตะวันตก
ล้วนทรงพระมาลา และทรงถือธารพระกร แบบนิยมในตะวันตกเวลานั้นด้วย

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 08:23 PM  (203.118.98.31)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 61  
     
 


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .....
ได้เสด็จประพาสต่างประเทศถึง ๒ ครั้ง จึงทรงดัดแปลงแก้ไขประเพณีเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ

๑..... ทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีการเข้าเฝ้าในพระราชฐาน โปรดเกล้าฯ ให้เลิกหมอบคลานเปลี่ยนเป็นนั่งและยืนตามโอกาส ต่อมามีพระบรมราชโองการให้นั่งเก้าอี้แทนการหมอบคลาน ซึ่งถือเป็นประเพณีมาจนปัจจุบัน

๒..... ทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีการไว้ผมและแต่งกายของคนไทยกล่าวคือผู้ชายที่เคยไว้ผมทรงมหาดไทย โปรดเกล้าฯให้ตัดเกรียนทั้งศีรษะ หรือไว้ยาวเล็กน้อยเสมอกันทั้งศีรษะ ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก นิยมไว้ผมยาวและผมทรงดอกกระทุ่ม โดยทรงให้ข้าราชสำนักฝ่ายในกระทำเป็นตัวอย่างก่อน

ส่วนเครื่องแต่งกาย ผู้ชายที่นุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมาเป็นนุ่งกางเกง สวมเสื้อเชิร์ต มีผ้าผูกคอหรือเสื้อนอกเรียกว่า แต่งแบบสากลตามโอกาสและอัธยาศัยของแต่ละบุคคล ส่วนผู้หญิงซึ่งเคยนุ่งโจงกระเบนห่มผ้าสะไบเฉียง เปลี่ยนมาเป็นสวมเสื้อแพรยาวกรอมแขน หรือเสื้อแขนสั้นคอเปิด บางทีมีผ้าคล้องหรือสะไบห่มอีกทีหนึ่ง ส่วนผ้านุ่งไม่เปลี่ยนแปลง ยังนิยมนุ่งโจงกระเบน และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ได้ทรงแนะนำให้ราษฎรขัดฟันเสียให้ขาว เพราะคนไทยโบราณฟันดำเนื่องจากกินหมากอันเป็นเรื่องที่เห็นว่าล้าสมัย

๓..... ทรงเปลี่ยนแปลงปฏิทินตามแบบสากล คือ โปรดให้ใช้ปฏิทินทางสุริยคติที่ใช้วิธีนับเป็นวันที่ ๑..๒..๓ ไปจนสิ้นเดือน และเรียกเดือนทางสุริยคติ เช่น เดือนเมษายน พฤษภาคม เป็นต้น แทนการนับปฏิทินทางจันทรคติที่นับวันเป็น ๑ ค่ำ ๒ ค่ำ และเดือนอ้าย เดือนยี่ ยกเว้นแต่ที่เกี่ยวกับประเพณีดั้งเดิม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยึดทางจันทรคติเป็นเกณฑ์อย่างที่เคยปฏิบัติมา คำว่าจุลศักราช ที่ใช้อยู่ก็โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกและให้ใช้รัตนโกสินทรศกแทน โดยเริ่มนับตั้งแต่ปีเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๓๒๕

๔..... ทรงเปลี่ยนแปลงแก้ไขประเพณีสืบราชสันตติวงศ์ เดิมการสืบราชสันตติวงศ์ ราชสมบัติตกแก่พระอนุชา ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาอุปราช ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกตำแหน่งดังกล่าวนั้นเสีย แล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราชดำรงสิทธิในการสืบราชสมบัติต่อไปได้ขึ้นมาแทน

๕..... ทรงยกเลิกประเพณีการโกนหัว เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต คงให้มีการไว้ทุกข์ตามโบราณราชประเพณีแต่อย่างเดียว

การที่ได้ทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีต่างๆ จะเห็นได้ว่าได้ทรงทำไปเพื่อยกฐานะของคนไทยให้ทันสมัยแบบอารยประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงประเพณีการเข้าเฝ้า การแต่งกาย ตลอดจนการไว้ทุกข์และเพื่อขจัดปัญหายุ่งยากอันจะเกิดแก่บ้านเมือง เช่นทรงยกเลิกตำแหน่งมหาอุปราชเป็นต้น จึงเป็นพระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำขึ้นด้วยพระราชวินิจฉัยที่ทรงเห็นการณ์ไกลเกี่ยวกับบ้านเมืองที่จะต้องมีสัมพันธไมตรีกับนานาอารยประเทศมากขึ้น เป็นลำดับ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 09:17 PM  (203.118.92.45)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 62  
     
 


ภาพถ่ายสตรีสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ .....
ไว้ ผมทัด ห่มผ้าสไบเฉียง เปรียบเทียบกับ
การแต่งกายของเจ้านายที่ได้รับอิทธิพลตะวันตกในสมัยต่อมา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 09:19 PM  (203.118.92.45)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 63  
     
 


ข้าราชการเทศาภิบาล กระทรวงมหาดไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๖
ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมาน พระราชวังบางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา


การปฏิรูปการปกครอง .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ในปีพ.ศ. ๒๔๑๖ ทรงพิจารณาแก้ไขเรื่องการมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เรื่องเกี่ยวกับชาวต่างประเทศอันเป็นผลสืบเนื่องจากสนธิสัญญาเบาวริ่ง พระองค์ได้ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเคาน์ซิลออฟสเตท หรือ Council of State ประกอบด้วยคณะขุนนางบรรดาศักดิ์ชั้นพระยา จำนวน ๑๒ คน ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้ช่วยกันคิดทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นไป

ต่อมาได้ทรงตราพระราชบัญญัติประกาศตั้งสภาองคมนตรี หรือ Privy Council คือที่ปรึกษาในพระองค์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗ หลังจากนั้นได้ทรงตั้งคณะเสนาบดีใหม่ ๑๒ กระทรวง มีฐานะเสมอกัน สำหรับว่าการแต่ละกระทรวง และเลิกตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและจตุสดมภ์ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ เป็นอันว่าการปกครองระบอบเก่าที่เคยใช้เป็นหลักกันมากว่า ๔๐๐ ปี ได้สิ้นสุดลง

ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๓๕ - ๒๔๕๓ ได้ทรงจัดการปรับปรุงแก้ไขกระทรวงต่างๆ ตลอดจนการปกครองหัวเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โปรดให้จัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลรวม ๑๘ มณฑล มีสมุหเทศาภิบาลทำหน้าที่ควบคุมดูแล ต่อจากนั้นจึงแบ่งออกเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านตามลำดับ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 10:04 PM  (203.118.92.45)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 64  
     
 


การประชุมเสนาบดี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   25/10/2004 10:14 PM  (203.118.92.45)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 65  
     
 


ขบวนเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร

ในด้านการปกครองท้องถิ่น .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีการจัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองขึ้นเป็นแห่งแรกที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๘ และ พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมืองต่างๆ พ.ศ. ๒๔๕๐ เพื่อเป็นการชักนำให้ประชาชนได้ทดลองใช้การปกครองแบบเทศบาล เช่นเดียวกับในต่างประเทศ มีข้าราชการส่วนภูมิภาคคือ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ เป็นผู้นำประชาชนในท้องถิ่น ดำเนินการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง จัดบำรุงทางบก ทางน้ำ ท่าเทียบเรือ จัดให้มีแสงสว่าง ด้วยค่าใช้จ่ายจากเงินในท้องถิ่น

การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการสุขาภิบาล การหารายได้และการดำเนินงาน สะท้อนให้เห็นการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น นับว่าเป็นทรงปลูกฝังลัทธิประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนอย่างไม่รู้สึกตัว สุขาภิบาลจึงมีส่วนสำคัญในด้านการบริการชุมชนในท้องถิ่น เพราะเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยให้มีการพัฒนาท้องถิ่น ในรูปแบบที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/11/2004 04:38 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 66  
     
 


ในการปฏิรูประบบกฏหมายและการศาล .....
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ รับผิดชอบด้านการศาล
นับเป็นการแยกอำนาจตุลาการออกจากฝ่ายบริหารเป็นครั้งแรก

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   13/11/2004 07:20 PM  (202.44.14.194)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 67  
     
 


ภาพถ่าย .....
ทหารมหาดเล็ก ภาค ๑ รักษาพระองค์ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ - ๖



การปฏิรูปการทหาร

การจัดการทหารแบบใหม่ ได้ริเริ่มมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ มีการฝึกหัดทหารให้เป็นแบบทหารตะวันตก เช่นมีกองรักษาพระองค์อย่างยุโรป กองทหารหน้า ฯลฯ พราะบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว ทรงสืบทอดพระราโชบายนี้จากสมเด็จพระบรมราชชนก และเนื่องจากสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก

ชาติตะวันตกรุ่งเรืองขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ประกอบกับการเผยแพร่ลัทธิจักรวรรดินิยมของชาติมหาอำนาจตะวันตก ทำให้เกิดความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดการปฏิรูปการทหารตามแบบสากล ทั้งในด้านการเกณฑ์คนเป็นทหารอาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึกหัด และการจัดสายบังคับบัญชา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 05:31 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 68  
     
 


ภาพ..... โรงเรียนนายร้อยทหารบกเป็นสถาบันการศึกษา
ระดับอุดมศึกษาในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสร้างคนให้มีความรู้ความสามารถในด้านการทหาร



..... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว ทรงจัดการทหารให้มีระเบียบและประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยตราพระราชบัญญัติจัดการทหาร พ.ศ. ๒๔๓๐ จัดตั้งกรมยุทธนาธิการ รับผิดชอบในการดำเนินงานและบังคับบัญชากรมทหารบก ทหารเรือ อย่างใหม่ทั้งหมด ให้เป็นระเบียบแบบแผนเดียวกันทุกกรม

...... ในขณะที่กระทรวงกลาโหมมีหน้าที่เพียงแต่ดูแลหัวเมืองภาคใต้และประเทศราชบนแหลมมลายู และต่อมามีหน้าที่ดูแลภารกิจการทหารเรือและกรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการทหารบางกรม นับว่าเป็นการจัดกำลังเป็นกองทัพสำหรับประเทศไว้ตั้งแต่ยามปกติ สืบเนื่องจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) หรือ

..... กรณี “วิกฤตการณ์ปากน้ำ” มีผลทำให้ไทยต้องทบทวนนโยบายการจัดการทหารใหม่ เพราะตระหนักว่าสมรรถภาพกองทัพไทยไม่เข้มแข็งพอ จึงนำมาสู่นโยบายรวมทหารทั้งหมดเข้าไว้ในกระทรวงเดียวกัน คือกระทรวงกลาโหม

..... ในส่วนของการเกณฑ์คนเป็นทหารนั้น การดำเนินการต้องประสบปัญหาหลายประการ เนื่องจากความผูกพันในระบบไพร่ ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของบุคคลหลายฝ่าย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยวิธีการผ่อนปรนยกเลิกการเกณฑ์แรงงาน และการสังกัดมูลนาย ตามกรมกองต่าง ๆ

..... จนในที่สุดมีการประกาศพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ ในบางมณฑลเพื่อให้ได้ทหารจำนวนมากพอที่จะประจำการและผึกหัดระเบียบวินัยแบบใหม่ และได้ทยอยประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหารนี้ไปทั่วราชอาณาจักร

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 05:35 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 69  
     
 


ภาพการสวนสนามของทหารมหาดเล็ก


...... นอกจากจะทรงปฏิรูปกองทัพบกให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังทรงเห็นความจำเป็นในการป้องกันประเทศทางน่านน้ำ เหตุการณ์ใน ร.ศ. ๑๑๒ เป็นบทเรียนที่ดียิ่ง สมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงวางรากฐานกองทัพเรือไทย

..... ทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจการที่เกี่ยวกับทหารเรือให้ทันสมัยกล่าวคือ จัดกำลังและระเบียบการบังคับบัญชาใหม่ให้รัดกุมขึ้น พระราชทานพระราขวังเดิมให้เป็นโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ทรงสร้างเรือรบไว้ป้องกันประเทศหลายลำ เช่น เรือพระที่นั่งเวสาตรี เรือพระที่นั่งมหาจักรี ลำที่ ๑ เรือมูรธาวลิตสวัสดิ์ ลำที่ ๑ เรือรบหลวงสุริยมณฑล ลำที่ ๑ เรือรบหลวงมกุฏราชกุมาร เรือรบหลวงสุครีพครองเมือง

..... พระองค์ยังได้ส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาวิชาการทหารตามแบบอย่างยุโรปอีกหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช ทรงศึกษาวิชาการด้านการทัพบก และได้ทรงเป็นกำลังสำคัญในการจัดระเบียบการกองทัพบกไว้อย่างทันสมัย พระเจ้าลูกยาเธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ ทรงศึกษาวิชาการทหารเรือสมัยใหม่ และทรงเป็นกำลังสำคัญในงานของกองทัพเรือเช่นเดียวกัน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 08:03 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 70  
     
 


ภาพการฝึกแถวของตำรวจในรัชกาลที่ ๕


การจัดการด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

..... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยทรงจัดตั้งกรมกองตระเวน และกรมตำรวจภูธรขึ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งปราบกบถโจรฮ่อ กบถเงี้ยวและกบถผีบุญ จนสงบราบคาบ

..... ต่อมาได้ทรงขยายอำนาจหน้าที่ของตำรวจนครบาลไปสู่ภูมิภาค โดยเริ่มตั้งกองทหารโปลิศขึ้น เมื่อพ.ศ. ๒๔๑๘ ทำนองเดียวกับของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทหารม้าตระเวณชายแดนแล้วก็เปลี่ยนเป็นกองตระเวณหัวเมืองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๐ จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงยกฐานะเป็นกรมตำรวจภูธร โดยมีตำรวจจ้างเป็นกองพล

..... จัดตั้งกองตำรวจภูธรในมณฑลปราจีนขึ้นเป็นแห่งแรก และขยายไปยังมณฑลอื่นตามลำดับ ตำรวจนครบาลสังกัดกระทรวงนครบาล ตำรวจภูธรสังกัดกระทรวงมหาดไทย กิจการตำรวจในระยะแรกต้องใช้ฝรั่งเป็นเจ้ากรมและผู้บังคับบัญชาในหัวเมือง และจ้างแขกสิกข์เป็นพลตระเวณ ต่อมาจึงได้วิวัฒนาการฝึกคนไทยเข้าทำการแทน

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 09:41 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 71  
     
 


ภาพนักโทษขบถเงี้ยวเมืองแพร่ ถูกส่งลงมาจำคุกที่กรุงเทพฯ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 10:03 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 72  
     
 


รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

.....พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวร พระวักกะ (ไต) พิการ

กระทั่งเวลา ๒๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ของคืนวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓
พระองค์ก็เสด็จสู่สวรรคต รวมพระชนอายุ ๕๗ พรรษา ทรงเสวยราชย์ ๔๒ ปี

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินสยาม งานสุดคณานับยังทั้งประโยชน์ ความเจริญรุ่งเรือง นำชาติให้เป็นที่ยอมรับของ นานาชาติ พระคุณสุดล้นที่จะพรรณนาจากใจของประชาชนชาวไทยได้หมด พระองค์จึงเป็นที่รักเคารพของคนไทยเสมอมา

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 10:31 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 73  
     
 


แถลงการณ์การเสด็จสวรรคต

นับตั้งแต่ วันนี้ จนถึง 3 เดือน ไม่ควรให้โรงรับจำนำ จำนำผ้าดำ และ เครื่องไว้ทุกข์

เมื่อคนไทย คนจีน เอาไปจำนำ ควรเหมาเอาว่า
มันเป็นคนสิ้นคิดเต็มที และ ไม่มีความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณอย่างล้นเกล้า ฯ
ควรมีโทษอย่างเบาที่สุด ..... ตบหน้าให้หันออกมาจากโรงจำนำ


คนไทยที่มีอายุนับเป็น พ่อและแม่ คนได้ไซร้ เมื่อเดินไป ณ ที่ใด ไกลจากเคหะสถาน แต่ 2 เส้นขึ้นไป นุ่งห่มฉูดฉาด ในเวลาที่ คนไทยมากโศกเศร้านี้ ต้องจัดว่าคนนั้น ไม่ใช่ไทย เป็นคนเลวหาที่เปรียบมิได้

กุลีงานพวกไทยแต่งตัวอย่างใดตามถนนก็ได้
ไม่มีใครติ ให้เหมาะแก่หน้าที่ ที่จะต้องกระทำเป็นแล้วกัน

แต่ควรแสดงความโศกเศร้า ไว้ในใจ
ไม่ควรชวนกันเล่นตลกคะนอง ร้องเล่นเต้นรำ ในเวลานี้

ถ้าใครประพฤติ เขาจะเหมาว่าเป็นบ้า ไม่รู้สำนึก ..... ฯลฯ


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 10:41 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 74  
     
 


Re : เมล์มาด้วยความสงสัย.....

>>>>> แต่มานั่งอ่านดู ไม่แน่ใจว่า ร.5 ท่านสวรรคตวันที่ 22 หรือ 23 กันแน่นะครับ เพราะข้อมูลจากบางที่บอกว่าท่านสวรรคต คืนวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม เวลา 24.45 นาที ดังนี้ครับ

>>>>> พระบาทสมเดก็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประชวร พระวักกะ (ไต) พิการ กระทั่วเวลา ๒๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ของคืนวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระองค์ก็เสด็จสู่สวรรคต รวมพระชนอายุ ๕๗ พรรษา

ทีนี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าที่บันทึกกันไว้ว่าเป็น 23 ตุลาคมจะถูกต้องหรือไม่ครับ



ตาลว่า ..... ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ในวันที่ 23 ตุลาคม นั้น ถูกต้องแล้วคะ

เพราะเค้าบันทึกว่า .....
กระทั่งเวลา ๒๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ของคืนวันเสาร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระองค์ก็เสด็จสู่สวรรคต

ถ้าเวลาแค่ 24.00 น. ก็จะอยู่ในช่วงของ วันที่ 22 ตุลาคม คะ
แต่นี่ เป็นเวลา 24.45 น. แล้วนะคะ เลยเข้ามาเป็นวันที่ 23 ตุลาคม ไป 45 นาที แล้ว

ดังนั้น ..... ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ในวันที่ 23 ตุลาคม ถูกต้องแน่นอนคะ


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   10/12/2004 10:46 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 75  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 1
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 25 ตุลาคม 2548


ผมไปงานนิทรรศการการบินไทย ซึ่งจัดที่ชั้น G อาคาร เซ็นทรัลเวิลด์ทาวเวอร์ ได้รับหนังสือแจกฟรีเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง A Passage to Russia มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “จากเพนียดคล้องช้างถึงรัสเซีย สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” อ่านแล้วประทับใจมาก มากจนอยากนำมาเขียนใหม่ เพื่อขยายความรับใช้ผู้อ่านท่านในคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลก

ผู้อ่านท่านที่ทราบประวัติศาสตร์ ก็คงจะทราบว่าความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับรัสเซียนั้นอุบัติขึ้นมาในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากระหว่างพระมหากษัตริย์ทั้งสอง ทั้งพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย ก่อนที่ประเทศรัสเซียจะเปลี่ยนไปชื่อสหภาพโซเวียต และเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

สำหรับประชาชนคนรัสเซียในสมัยก่อน ถือว่าสยามเป็นประเทศ ที่ลี้ลับซับซ้อนมาก รัฐบาลรัสเซียต้องการสำรวจดินแดนที่ยังลี้ลับแห่งนี้ จึงมีคำสั่งให้เรือสัญชาติรัสเซียจากไซบีเรีย 2 ลำ คือ เรือไกดาม้ากและเรือลาดตระเวนโนวิก เดินทางออกมาสำรวจ และได้ มาทอดสมอที่แม่นํ้าเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2406 ผู้บัญชาการที่นำเรือมาในครั้งนั้นชื่อ พลเรือโท อเล็กเซ เปสชูรอฟ

บางตอนของบันทึกของเปสชูรอฟเกี่ยวกับประเทศสยามนั้นมีว่า “ชาวสยามเป็นคนขยันหมั่นเพียร และมีจิตใจโอบอ้อมอารี มีความ ปรารถนาดีต่อชาวต่างชาติ ทั้งๆที่ชาวต่างชาติบางพวกไม่ยำเกรงรัฐบาลไทยเลยก็มี แต่รัฐบาลไทยเองกลับพยายามที่จะรักษาความเข้าใจอันดีงามกับทุกชาติอยู่เสมอ” ทัศนคติของรัสเซียกลุ่มแรกที่มีต่อสยามนั้นดีมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงทรงให้พวกรัสเซียเข้าเฝ้าฯพระองค์ อย่างใกล้ชิด

เมื่อไทยผลัดแผ่นดิน เป็นรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 รัสเซียก็ส่งคณะนายทหารเรือเข้ามากระชับความสัมพันธ์กันอีกถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2416 ครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2425 ครั้งที่สองนี่ พลเรือตรีอัสลันเบกอฟได้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองกรุงเทพฯ ครบ 100 ปีด้วย และ ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พบปะสนทนากับพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในขณะนั้น ความสัมพันธ์ไทยกับรัสเซียในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น ได้รับการยอมรับว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ “มีแต่ความชื่นใจไมตรีจิตต่อกัน เป็นการปูพื้นฐานที่ดีงามเพื่อขยายสายสัมพันธ์ครั้งหน้าของประเทศทั้งสอง”

ต่อมา รัสเซียต้องการขยายแสนยานุภาพมาทางตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงดินแดนภายในกับประเทศโพ้นทะเล รัฐบาลรัสเซียจึงสร้างทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ซึ่งเป็นทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก และมีพิธีวางศิลาฤกษ์ที่เมืองวลาดิวอสต๊อก เมื่อ พ.ศ. 2434 การนี้ รัฐบาลรัสเซียได้ทูลเชิญมกุฎราชกุมารรัสเซียในขณะนั้น คือ มกุฎราชกุมาร ซาร์เรวิช แกรนด์ดุ๊ก นิโคลัส เป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์

ข่าวคราวการเดินทางของเจ้าชายรัชทายาทรัสเซียแพร่ กระจายขยายไปทั่วโลก โดยเรือรบหลวงปาเมียด อโชวา จะพาพระองค์และคณะออกจากรัสเซีย มุ่งไปทางทะเลดำ ผ่านอียิปต์ แวะอินเดีย ก่อนที่จะตัดผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อมุ่งไปยังเมืองวลาดิวอสต๊อก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทราบข่าว ก็ ทรงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อจะใช้ความสัมพันธ์อันนี้มาเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศสยาม เพราะในขณะนั้น สยามเสมือนเป็นไส้แซนด์วิชที่ถูกขนาบข้างด้วยมหาอำนาจสองชาติของโลก คืออังกฤษและฝรั่งเศส ทั้งสองประเทศนี่ต้องการยึดประเทศสยามเป็นเมืองขึ้น ดังนั้น จึงถือว่าทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นประเทศภัยคุกคามต่อประเทศสยามในสมัยนั้น

เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ จะเป็นเช่นไรต่อไปนั้น นิติภูมิจะขอนำมารับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพต่อไปในวันพรุ่งนี้ ซึ่งประวัติตอนนี้ของไทย ไม่ค่อยมีใครเคยนำมาเปิดเผยมากนัก เพราะภายหลังรัสเซียกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยในสมัยหลังๆ กลัวความนิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์แพร่กระจายขยายไป จึงไม่ใคร่ชอบให้ใครไปศึกษาค้นคว้า เอาละครับ วันนี้รัสเซียไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์แล้ว เราคนไทยก็ควรจะทราบประวัติศาสตร์ชาติไทย “ของแท้” “ของเรา” กันซะที.



-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/10/2005 08:01 AM  (61.90.103.229)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 76  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 2
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 26 ตุลาคม 2548


ผู้อ่านท่านที่เคารพ วานนี้นิติภูมิรับใช้ถึงแผนการเดินทางของซาร์เรวิช แกรนด์ ดุ๊ก นิโคลัส มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งต่อไปนี้ผมจะขอเรียกซะใหม่ในคอลัมน์ตามแบบรัสเซียว่า ซาเรวิชอะเลกเซย์ นีโคลาเยวิช ซึ่งในสมัยนั้นจะมีการเปิดทางรถไฟสายยาวที่สุดในโลก ที่ชื่อว่า “ทรานส์-ไซบีเรีย” ซาเรวิชอะเลกเซย์จะต้องไปเป็นประธานในพิธีการวางศิลาฤกษ์ที่เมืองวลาดิวอสต๊อก โดยเรือจะพาพระองค์ผ่านมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อไปยังเมืองที่ว่า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข่าว จึงทรงทูลเชิญซาเรวิชอะเลกเซย์เสด็จเยือนสยาม ระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม พ.ศ.2434 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ได้รับเสด็จพระราชอาคันตุกะชั้นสูง ที่ถือว่าเป็นตัวแทนรัฐบาลของชาติมหาอำนาจ การต้อนรับเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ จนในสยามสมัยนั้น ใครทำอะไรใหญ่โตหรูหราก็อาจจะถูกผู้คนสัพยอกว่า “ยังกับรับซาร์จากรัสเซีย”

พระมหากษัตริย์แห่งสยาม พระราชทานสายสะพายจักรีแด่ ซาเรวิชอะเลกเซย์ โดยปกติสายสะพายจักรีจะสงวนไว้ให้เฉพาะผู้มีกำเนิดเป็นเจ้านายชั้นสูงของสยาม การพระราชทานครั้งนี้เป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ ถึงความยินยอมพร้อมใจที่จะให้องค์ซาเรวิช อะเลกเซย์เป็นสมาชิกพระองค์หนึ่งของครอบครัวจักรี

“สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม ตลอดเหนือและใต้ ตลอดทั้งหัวเมืองประเทศราชทั้งปวง ขอแต่งตั้งองค์รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์รัสเซีย เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งพระราชวงศ์จักรีของกรุงสยาม ขออำนวยพรให้องค์มกุฎราชกุมารจงประสบความสำเร็จสืบไปในภายหน้า ขอให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงช่วยปกปักคุ้มครองรักษาพระองค์ และขอให้ประสบแต่ความสุขสวัสดีสืบไป......ให้ไว้ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท บางกอก เป็นวันศุกร์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 3 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ.1891 หรือปีที่ 23 ในรัชกาลปัจจุบัน”

การถวายการต้อนรับอย่างอบอุ่นของรัฐบาลไทยในครั้งนั้น ได้ผูกพระทัยซาเรวิชอะเลกเซย์กับชาวสยามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การโคจรมาพบกันของเจ้าชายรัชทายาทจากดินแดนอันหนาวเย็น และองค์พระประมุขของประเทศที่พระอาทิตย์ทอแสงตลอดปี ก่อให้เกิดมิตรภาพที่ลงตัวในความแตกต่าง แม้จะมีพระชนมายุแตกต่างห่างกันถึง 15 พรรษา มีบุคลิกที่ต่างห่างกันไปคนละขั้ว เพราะผู้อ่อนวัยกว่าออกจะทรง “ประหม่าและขี้อาย” ในขณะที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงเป็นมิตร ร่าเริง มี “พระสุรเสียงกังวานน่าฟัง” และ “ดวงพระเนตรก็แวววาวด้วยความยินดี” แต่พระประมุขทั้งสอง “ต่างก็ชอบพอซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นความสัมพันธ์ฉันมิตรสนิทแนบแน่นในเวลาต่อมา” การเสด็จเยือนสยามครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มของความสัมพันธ์อันสนิทสนมแน่นแฟ้นเป็นพิเศษระหว่างพระราชวงศ์ ทั้งสอง คือ ราชวงศ์จักรีกับราชวงศ์โรมานอฟ และได้กลายเป็นแกนกลาง ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งสองต่อมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

กาลนั้น สยามมีภัยคุกคามคือฝรั่งเศสและอังกฤษ เราเริ่มเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเสียดินแดนเขมรส่วนนอก เมื่อ พ.ศ.2410 เสียดินแดนแคว้น สิบสองจุไท เมื่อ พ.ศ.2431 หลังผลัดแผ่นดินแล้ว

วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 หรือ พ.ศ.2436 ฝรั่งเศสก็ปล้นดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงและเกาะแก่งต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือของลาวไปจนจดพรมแดนเขมรอีก เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เราเกือบสูญเสียพระพุทธเจ้าหลวงไป พระองค์ทรงพระประชวรหนักถึงขั้นหยุดเสวยพระโอสถ

หลังจากผ่านพ้นการพระประชวร พระองค์ทรงตระหนักว่า ถ้าจะหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากนโยบายที่ก้าวร้าวของอังกฤษและฝรั่งเศส จำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตและสร้างความเข้าใจอันดีกับมหาอำนาจต้นตอของปัญหา

พระองค์จึงทรงมีแผนการจะเสด็จประพาสยุโรป การเสด็จครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่พระองค์จะทรงแวะเยี่ยมเยือน “คนคุ้นเคย” ที่บัดนี้ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซียแล้ว

พรุ่งนี้นิติภูมิขออนุญาตกลับมารับใช้ท่านทั้งหลายกันต่อครับ


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/10/2005 08:03 AM  (61.90.103.229)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 77  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 3
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 27 ตุลาคม 2548


การบินไทยฉลองเปิดน่านฟ้าใหม่ บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่กรุงมอสโกด้วยสัมมนา “Contemporary Russia” มีพิธีเปิดในวันนี้ โดย ฯพณฯ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รมช.พาณิชย์ และระหว่าง 09.30-17.00 น. มีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียของแท้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ชั้น G ของเซ็นทรัลเวิลด์ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ผู้พูดภาคเช้า เรียงลำดับเวลาไปคือ ฯพณฯ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ, ฯพณฯ สรยุทธ พรหมพจน์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงมอสโก, นิติภูมิ นวรัตน์ ผอ.สถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, คุณวีระชัย นพสุวรรณวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ประจำกรุงมอสโก และคุณจันทรา บูรณะฤกษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก

ผู้พูดภาคบ่ายล้วนเป็นผู้รู้ท่านสำคัญด้านรัสเซียทั้งสิ้น คือ รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร, รศ.ดร.ฉลอง สุนทราวาณิชย์ และ ศ.ดร.นรนิติ เศรษฐบุตร

วานนี้ นิติภูมิรับใช้ผู้อ่านท่านถึงแผนการเสด็จประพาสยุโรป ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียจากนโยบายที่ก้าวร้าวของประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ การเสด็จครั้งนั้น เป็นโอกาสอันสำคัญของพระองค์ที่จะทรงแวะเยี่ยมเยือน “คนคุ้นเคย” ที่บัดนี้ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แล้ว

หมายกำหนดการเสด็จประพาสครั้งนี้กินระยะเวลา 9 เดือน เมื่อถึงวันพระฤกษ์ 7 เมษายน พ.ศ.2440 เรือพระที่นั่งมหาจักรีก็ออกเดินทางจากปากแม่น้ำสมุทรปราการ เข้าไปในมหาสมุทรอินเดีย เสด็จขึ้นบกครั้งแรกที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี หลังจากที่ได้เสด็จไปเยี่ยมเยียนราชสำนักต่างๆ ในทวีปยุโรปตามรายทางแล้ว ในที่สุด ก็เสด็จพระราชดำเนินเข้าเขตประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2440

ในการพบกันอีกครั้งซึ่งต่างพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศ เสมอกันในฐานะพระประมุขเป็นครั้งแรกนี้ ทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และซาร์นิโคลัสที่ 2 ต่างก็ถวายพระเกียรติสูงสุดแก่กัน และแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมระหว่างสองราชวงศ์ ที่มีต่อกันมาก่อนหน้าการเสด็จประพาสครั้งนี้แล้ว พระเจ้าอยู่หัวสยามทรงเครื่องเต็มยศอย่างจอมพล ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์แอนดรูว์ ส่วนพระประมุขรัสเซียก็ทรงเครื่องเต็มยศ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี บรมราชวงศ์

แม้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-รัสเซียจะเริ่มต้นมานานแล้ว แต่ถือเอาวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2440 เป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นวันที่พระเจ้าแผ่นดินสยามเหยียบย่างเข้าสู่แผ่นดินรัสเซียอย่างแท้จริง ยามค่ำของ “คืนไวท์ไนต์” กลางฤดูร้อน เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ในระดับความสูงของเส้นอาร์กติกที่พระอาทิตย์จะส่องแสงตลอดทั้งวันและคืน พระเจ้ากรุงสยามพร้อมข้าราชบริพารก็เสด็จพระราชดำเนินมาถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เสด็จฯมาทรงรับถึงสถานีรถไฟ และได้ทูลเชิญให้ประทับที่พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังนอกเมืองที่คนรัสเซียเรียกกันว่า “ปีเตอร์-ฮอฟ”

สิบกว่าวันในอาณาจักรรัสเซียอันยิ่งใหญ่ มิได้จำกัดการประทับอยู่เพียงในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม พ.ศ.2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเยือนนครมอสโก เมืองหลวงเก่า โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งในขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ที่อังกฤษ และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ได้ตามเสด็จมาสมทบ และได้เข้าเฝ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ หลังจากที่คณะเสด็จย้อนกลับไป ยังกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอีกครั้ง

ความผูกพันฉันญาติมิตร และความสนิทสนมส่วนพระองค์ ระหว่างซาร์นิโคลัสที่ 2 กับพระเจ้าอยู่หัวสยาม รัชกาลที่ 5 นั้น ได้ขยายเป็นมิตรภาพระดับราชวงศ์ที่ครอบคลุมถึงสมาชิกทุกคนในราชวงศ์ทั้งสอง ซึ่งนิติภูมิต้องขออนุญาตนำมารับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพต่อในวันพรุ่งนี้ครับ.


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   27/10/2005 08:09 AM  (61.90.103.229)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 78  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 4
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 28 ตุลาคม 2548


ผมขออนุญาตผู้อ่านท่านที่เคารพ เล่าประวัติศาสตร์ชาติไทย คลอไปกับประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ในห้วงช่วงที่ตรงกับยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพราะในห้วงช่วงนั้น ประเทศสยามเจอศึกจากหลายมหาอำนาจ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษส่งเซอร์ จอห์น เบาริง เป็นทูตเข้ามาทำสนธิสัญญาค้าขายกับสยาม สัญญาก็ไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก เพราะฝ่ายอังกฤษกำหนดให้สยามเก็บภาษีสินค้าทุกประเภทได้ไม่เกินร้อยละ 3 แถมสยามยังต้องยินยอมให้อังกฤษตั้งศาลกงสุลรับพิจารณาคดีคนอังกฤษ และคนในบังคับอังกฤษที่มีกรณีพิพาท โดยไม่ต้องขึ้นศาลสยาม

เมื่ออังกฤษ เอาเปรียบสยามได้ ก็จึงมีอีกหลายประเทศเอาอย่าง ทำสัญญาโดยฝ่ายสยามเสียเปรียบทุกประตู ทั้งฝรั่งเศส ฮอลันดา โปรตุเกส เดนมาร์ก เยอรมนี สหรัฐฯ เบลเยียม นอร์เวย์ และอิตาลี

ฝรั่งเพียงประเทศเดียวที่ไม่เอาเปรียบสยามในสมัยนั้นคือ รัสเซีย

รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษและฝรั่งเศส เฝ้าทั้งพระนางเจ้าวิคตอเรียและพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แต่ทั้งสองประเทศก็ยังรังแกสยาม พ.ศ.2410 ฝรั่งเศสบังคับให้สยามลงนามรับรองว่าประเทศเขมรเป็นของฝรั่งเศส เราเป็นประเทศที่มีกำลังน้อยกว่า อ่อนแอกว่า จำใจต้องยกแผ่นดินเขมรส่วนนอกให้ฝรั่งเศส เหลือเพียงดินแดนเขมรส่วนในที่ยังเป็นของเรา เขมรส่วนในที่ว่านี่ก็คือจังหวัดเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ

ถึงรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2431 กบฏไต้เผงถูกรัฐบาลจีนปราบขับไล่หนีลงมาทางใต้ สยามจึงยกทัพไปปราบจีนฮ่อที่เมืองหลวงพระบาง ตอนนั้น ม.ปาวี กงสุลฝรั่งเศสประจำหลวงพระบาง อ้างว่า หลวงพระบางได้รับความเสียหายจากการที่สยามยกทัพไปปราบจีนฮ่อ จึงส่งกองทัพมายึดเอาดินแดนสิบสองจุไทไว้ ยึดไว้แล้วก็ไม่ยอมถอนทหารออกไป หลังจากนั้นก็ประกาศให้เป็นดินแดนของประเทศฝรั่งเศส

ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ไอ้ ม.ปาวีนี่ ปล้นดินแดนของเราไปมากที่สุด ได้ดินแดนสิบสองจุไทของเราไปแล้วยังไม่พอ พ.ศ.2436 รัฐบาลฝรั่งเศสยังส่งมันมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศสยาม วันดีคืนดี ไอ้ ม.ปาวี ก็ลุกลี้ลุกลนประกาศว่า อ้า เพราะประเทศญวนตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสแล้ว ดังนั้น ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง รวมทั้งเกาะแก่งต่างๆในลำน้ำโขงก็ต้องเป็นของฝรั่งเศสด้วย

คนสยามได้ยินประกาศดังนั้น
ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก อะไรกันวุ้ย ญวนตกเป็นของฝรั่งเศส
....................แล้วเกี่ยวอะไรกับดินแดนของสยามด้วยเล่า

หมาป่าฝรั่งเศส ไม่ประกาศยึดดินแดนลูกแกะเปล่าๆ ยังส่งเรือรบแองกองสตังค์และเรือโกเมตเข้ามาขู่บังคับสยามอีกด้วย มีเรืออริราชศัตรูต่างชาติเข้ามาข่มขู่ ทหารสยามก็ต้องยิงสู้นะซีครับ ยิงไปโดนเรือนำร่องของฝรั่งเศสเสียหายเพียงนิดหน่อย ฝรั่งเศสก็เรียกร้องค่าเสียหายแล้ว ฝรั่งเศสปล้นดินแดนฝั่งทางซ้ายของแม่น้ำโขงยังไม่พอ ยังปรับประเทศสยามเป็นเงินอีก 3 ล้านบาท ดินแดนก็เอา สตางค์ก็เอา แถมยังยึดเอาจันทบุรีจังหวัดบ้านผมไปเป็นประกันซะอีก ไทยกำลังน้อยก็ต้องยอมฝรั่งเศส

ไม่ค่อยมีใครเล่าประวัติศาสตร์ชาติไทย ตอนเสียดินแดนอย่างละเอียด เพราะกาลต่อมา มีคนไทยไปจบจากอังกฤษและฝรั่งเศสเยอะ ท่านเหล่านั้นกลัวว่าจะเสียความสัมพันธ์ ลูกหลานไทยบางคนจึงไม่ใคร่รู้สึกหวงแหนแผ่นดิน นอกจากนั้น เรายังปกปิดกันเหลือเกินเรื่องที่รัสเซียช่วยไทย ไม่ให้ถูกฝรั่งเศสและอังกฤษกลืนทั้งประเทศ

นิติภูมิขอมาเรียนเขียนเปิดประวัติศาสตร์ชาติไทยรับใช้ ท่านที่เคารพต่อกันในจันทร์วันหน้าครับ


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   28/10/2005 06:32 PM  (61.90.102.181)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 79  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 5
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 31 ตุลาคม 2548


วันศุกร์ที่ผ่านมา ผมรับใช้ค้างไว้ถึงเรื่องราวในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงตอนที่หมาป่าฝรั่งเศส ประกาศยึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงของเราไป แถมยังส่งเรือรบแองกองสตังค์และเรือ โกเมตเข้ามาขู่บังคับสยามอีกด้วย มีเรืออริราชศัตรูต่างชาติเข้ามาข่มขู่ ทหารสยามก็ต้องยิงสู้ ยิงไปโดนเรือนำร่องเสียหายเพียงนิดหน่อย ฝรั่งเศสก็เรียกร้องค่าเสียหายแล้ว ฝรั่งเศสปล้นดินแดนฝั่งทางซ้ายของแม่น้ำโขงไปยังไม่พอ ยังปรับประเทศสยามเป็นเงินอีก 3 ล้านบาท ดินแดนก็เอา สตางค์ก็เอา แถมยังยึดเอาจันทบุรีปิตุภูมิของนิติภูมิไปเป็นประกันซะอีก ไทยกำลังน้อยก็ต้องยอมฝรั่งเศส ฝรั่งเศสจึงยอมถอนกำลังทหาร แต่นิสัยหมาป่านั่นแหละครับ แทนที่จะถอนออกไปที่อื่น กลับถอนไปที่จังหวัดตราดมาตุภูมิและบ้านเกิดของผม ซึ่งก็เป็นดินแดนของสยามด้วยเช่นกัน

ฝรั่งเศสไม่ยอมออกจากจังหวัดตราด
พ.ศ.2449 สยามก็ต้องเสียจังหวัด พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ
........................................................เพื่อแลกเอาจังหวัดตราดคืนมา

ย้อนไปในสมัยรัชกาลที่ 4 เราทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบเรื่องศาลกับอังกฤษไว้ เพื่อปลดเปลื้องอำนาจกงสุลอังกฤษ สยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จึงต้องเอาดินแดนของตัวเอง เข้าแลก คือ ไทรบุรี ปลิศ กลันตัน ตรังกานู เพื่อแลกให้ คนในบังคับอังกฤษให้มาขึ้นศาลไทย

ความเดือดเนื้อร้อนใจ จากหมาป่าฝรั่งเศส และอังกฤษนี่แหละครับ ที่ทำให้สยามหันไปคบรัสเซียซึ่งเป็นมหาอำนาจที่ไม่มีพิษมีภัยเพียงประเทศเดียวในสมัยนั้น หลังจากเสด็จเยือนรัสเซียและเสด็จนิวัตพระนครแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ทรงส่งทูลกระหม่อมเล็ก หรือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ พระราชโอรส ไปเรียนที่ประเทศรัสเซีย พร้อมกับนายพุ่ม นักเรียนสยามอีกคนหนึ่ง ภายหลังก็ทรงแต่งตั้งพระยามหิบาลบริรักษ์ (นายสวัสดิ์ ภูมิรัตน์) ไปเป็นอัครราชทูตสยามคนแรก ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อ พ.ศ.2442

ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับรัสเซีย ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสไม่กล้ารังแกสยามอีกต่อไป พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ก็ทรงมีพระราชสาส์นไปขู่ไม่ให้ใครมายุ่งกับสยาม ซึ่งเป็นประเทศของลูกเลี้ยงของพระองค์ แต่ภายหลังรัสเซียเกิดปฏิวัติเมื่อ 23-27 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2459 .. ตามปฏิทินของยุโรปตะวันตกคือวันที่ 8-12 มีนาคม .. ทำให้ผู้นำมหาอำนาจมหามิตรเพียงพระองค์เดียวของเรา คือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 หมดอำนาจ ราชวงศ์โรมานอฟ ที่ปกครองรัสเซียมานานกว่า 300 ปี ก็ต้องล้มราชวงศ์ไป

ตอนที่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงประกาศสละราชสมบัตินั้น ประชาชนยอมให้พระอนุชา คือ แกรนด์ดุ๊กไมเคิล อะเล็กซานโดรวิช เป็นกษัตริย์ได้ต่อ แต่แกรนด์ดุ๊กไมเคิลทรงปฏิเสธและ มอบอำนาจปกครองให้กับเจ้าชายเกรกอรี สวอฟ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชั่วคราวแทน ทว่ารัฐบาลของเจ้าชายเกรกอรีก็ไม่ได้รับความเชื่อถือ พรรคคอมมิวนิสต์ ก็จึงขึ้นมาปกครองประเทศแทน

อังคารวันพรุ่งนี้ ผมขออนุญาตมารับใช้ประวัติศาสตร์และเรื่องของรัสเซีย ในยุคสมัยที่ตรงกับรัชกาลที่ 5 กันบ้างครับ


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/11/2005 10:02 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 80  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 6
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548


ใครๆ หลายท่านเคยถามผมว่า พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ผู้นำมหามิตร มหาอำนาจเพียงพระองค์เดียวของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกล้มราชวงศ์เพราะอะไร ทั้งๆที่ราชวงศ์โรมานอฟนี่เข้มแข็งมาก ปกครองประเทศรัสเซียมายาวนานกว่า 300 ปี ถึงคราวจะล้ม ก็ล้มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีสัญญาณบอกเหตุอย่างใดมาก่อนเลย

ได้รับคำถามอย่างนี้ ผมมักจะตอบว่า อ้า ก็มาจากหลายสาเหตุครับ สาเหตุแรกก็มาจากการที่รัสเซียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วก็แพ้ แรกๆผู้คนก็สนับสนุนสงคราม แต่พอรบแพ้บ่อยๆ แพ้ทุกวัน ต่อมาผู้คนก็เริ่มต่อต้านสงคราม เบื่อหน่ายสงคราม เงินก็เฟ้อจัด แถมยังขาดแคลนเชื้อเพลิงและอาหาร สาเหตุที่สองน่าจะมาจากพระมเหสีของซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่มีชื่อว่า ซารินาอะเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา คนที่อยู่เบื้องหลังผู้นำประเทศที่ใช้อำนาจมากเกินไป ในการโยกย้ายข้าราชการตามอำเภอใจและไม่เป็นธรรม แถมยังเชื่อพระสงฆ์องค์ เจ้าจอมปลอมอย่างเกรกอรี เอฟีโมวิช รัสปูติน มากจนเกินไป ในที่สุดก็ถูกปลงพระชนม์กันทั้งตระกูล

เอาสาเหตุแรกก่อนครับ การเดินขบวนเริ่มเล็กๆ ซึ่งเริ่มจากแค่กรรมกรหญิงเดินขบวนในวันสตรีสากล ในวันที่ 23 ก.พ. 2460 แล้วก็ลามขึ้นเรื่อยๆจนผู้คนเพิ่มขึ้นเป็นแสน พระเจ้าซาร์สั่งการให้ตำรวจไปสลายชุมนุม มีการปะทะทำร้ายกัน ประชาชนคนเดินขบวนก็เลยโกรธแค้น ลามปามไปถึงวลีที่ว่า .. ระบบซาร์จงพินาศ ..

วลีที่ว่า นี่แปลกนะครับ ถ้ายังไม่มีใครเริ่มพูด ผู้คนทั่วไปก็ยังไม่กล้าพูด หากเมื่อใดก็ตามมีคนกล้าบ้าบิ่นพูดในที่สาธารณะขึ้นมาซักคน คนอื่นๆ ก็จะเฮโลสาระพา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2460 ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กนี่ก็เหมือนกัน พอมีวลีนี้ปุ๊บ ก็มีพวกปัญญาชนคนมีความรู้ฉวยโอกาสออกมาเคลื่อนไหว ให้มวลชนและคนงานจับอาวุธคัดค้านระบบซาร์ พระเจ้าซาร์เองก็มัวเมาอำนาจจนเพลิน สนใจแต่อำนาจตัวเอง ไม่แคร์แม้แต่สภาดูมา ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติของรัสเซียในสมัยนั้น สภาดูมากำลังจะเปิดวาระการประชุมสภาครั้งสุดท้าย เพื่อพิจารณาปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ซาร์นิโคลัสไม่ยอมเพราะคิดว่าตัวเองคุมอำนาจไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกด้านอยู่แล้ว จึงทรงออกคำสั่งไปที่ทหาร ตำรวจและกองทหารคอสแซคซึ่งหน่วยนี้ เป็นทหารม้าที่มีชื่อเสียงทางความจงรักภักดีอย่างที่สุด

ทว่า ความชั่วร้ายต่างๆ ความไม่ดำรงคงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการบริหาร บ้านเมืองในห้วงช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีใครสนใจอำนาจของพระเจ้าซาร์แล้ว แม้แต่กองทหารคอสแซคก็ยังปฏิเสธพระองค์และหันมาร่วมกับมวลชน กองทหารและประชาชนบุกเข้าไปในสถานีรถไฟ คลังอาวุธ และคลังสมบัติพัสถานของพระเจ้าซาร์ เหตุการณ์ลามปามเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2460 สภาโซเวียตแห่งเปโตรกราดและคณะกรรมการชั่วคราวแห่งสภาดูมา ก็ประกาศการสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลพระเจ้าซาร์ และแต่งตั้งผู้แทนสภาดูมาไปทูลพระเจ้าซาร์นิโคลัสให้ทรงสละราชสมบัติ ซาร์ทรงยอมสละราชสมบัติ แต่เพื่อรักษาราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองประเทศมา 300 ปีไว้ จึงขอให้ พระอนุชาเป็นซาร์ แต่พระอนุชาทรงปฏิเสธราชบัลลังก์ และมอบอำนาจการปกครองให้เจ้าชายเกรกอรี สวอฟ เป็น นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชั่วคราวแทน

การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2460 ในรัสเซียล้มล้างอำนาจสูงสุดของ ประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น เป็นการปฏิวัติที่เสียเลือดเนื้อน้อยมาก เพราะผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เป็นพลเมืองมีเพียง 587 คน ทหาร 655 คน และตำรวจ 73 คน

อีกสาเหตุหนึ่ง ของการสิ้นราชวงศ์ก็คือ พระมเหสีของซาร์นิโคลัสที่ 2 ซารินาอะเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา ที่ทรงศรัทธานักบวชเกรกอรี เอฟีโมวิช รัสปูติน อย่างไม่ลืมหูลืมตา เรื่องราวของรัสเซียตอนนี้จะเป็นเช่นไร นิติภูมิขออนุญาตมารับใช้ท่านในวันพรุ่งนี้ครับ


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/11/2005 10:06 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 81  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 7
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548


ตัวละครเด่นอีก 2 พระองค์ ซึ่งมีส่วนทำให้มหาอำนาจชาติเดียวที่เป็นมหามิตรของเมืองไทย ล้มและกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ซะหลายสิบปี ก็คือ ซารินาอะเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา พระมเหสีของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชโอรสพระองค์เดียวของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ทรงประชวรด้วยโรคฮีโมฟิเลีย คือซาเรวิชอะเลกเซย์ นิโคลาเยวิช มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของจักรวรรดิรัสเซีย

หลังจาก ซาเรวิชอะเลกเซย์ประสูติได้ 6 สัปดาห์ ก็มีพระอาการโลหิตไหลไม่หยุดจากพระนาภีถึง 3 วัน โรคร้ายที่เกิดขึ้นทำให้ซารินาตัดขาดจากสังคมและ ใช้เวลาส่วนใหญ่สวดมนต์อ้อนวอน พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนบำเพ็ญพระราชกุศล เพื่อขอให้พระโอรสหายประชวร จน พ.ศ.2452 นางสนองพระโอษฐ์คนสนิทได้กราบทูลเรื่องของนักบวชเกรกอรี รัสปูติน ที่มีพลังจิตกล้าแข็ง ซึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายของซาเรวิชได้ แต่ซารินาไม่ได้ทรงสนพระทัย จนกระทั่งต่อมาพระโลหิตของซาเรวิชไหลไม่หยุด และประชวรหนักจนคาดการณ์กันว่า อาจจะสิ้นพระชนม์ในไม่ช้า ถึงขนาดมีการเตรียมประกาศเรื่องการสิ้นพระชนม์เอาไว้แล้ว ซาเรนาจึงโปรดให้โทรเลขแจ้งเรื่องการประชวรของพระโอรสแก่รัสปูติน ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ที่ไซบีเรีย

รัสปูติน ไอ้พระสงฆ์องค์เจ้า เจ้าเล่ห์ก็มีโทรเลขตอบกลับมาว่า ซาเรวิชจะไม่สิ้นพระชนม์และ จะทรงหายประชวรในไม่ช้า หลังจากรับโทรเลขไม่กี่ชั่วโมง พระโลหิตก็หยุดไหลและพระอาการบวมก็ดีขึ้น ซารินาก็จึงโปรดให้รัสปูตินเข้าเฝ้า และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รัสปูติน ก็เริ่มมีบทบาทและอิทธิพลสำคัญในราชสำนัก

นี่คือจุดหมายหายนะ ของราชวงศ์โรมานอฟซึ่งปกครองประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกมานานถึง 300 ปี ถ้าไม่มีจุดนี้ เราชาวสยามอาจจะ ใช้อิทธิพลของมหามิตรอย่างรัสเซียเพื่อเอาดินแดน ของเรากลับจากฝรั่งเศสและอังกฤษ ใครท่านใดที่เรียนประวัติศาสตร์โลกมาบ้างนะครับ ท่านจะเห็นว่าดินแดนของประเทศต่างๆนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางทีเสียดินแดน ไปเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว หากคนรุ่นหลังมีความกล้าสามารถ ก็สามารถเอาดินแดนกลับมา เป็นของเผ่าพันธุ์ของตัวเองได้ ประเทศที่ตั้งยุทธศาสตร์นำดินแดนของตนเองกลับคืนนั้น จึงต้องส่งลูกบอลให้ไปอยู่หน้าโกลของผู้ที่เอาดินแดนของเราไป เหมือนอย่างที่จีนปฏิบัติกับ หลายเขตปกครองตนเอง หรืออย่างที่เวียดนามเข้าไปปฏิบัติการในดินแดนทางตอนใต้ ของตนเองและในกัมพูชา

ทุกวันนี้ ไทยมีนโยบายรักสงบมากเกินไป ขนาดยอมให้ ลูกฟุตบอลมาอยู่หน้าประตูทางภาคใต้ของเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราควรวางยุทธศาสตร์ชาติเสียใหม่ มองไปให้ไกลถึง 50-100 ปีข้างหน้าแบบที่หลายเผ่าพันธุ์ทำ หรือที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต

ผมเห็นภาพไอ้รัสปูตินครั้งใด ก็อดเสียดายดินแดนที่เราถูกฝรั่งเศสปล้นไปถึง 5 ครั้ง ไม่ได้ นี่ถ้ารัสเซียไม่เป็นคอมมิวนิสต์ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ยังเป็นจักรพรรดิของจักรวรรดิ รัสเซียอันยิ่งใหญ่อยู่ในตอนนั้น ผมมีความเชื่อว่าพระองค์จะทรงช่วยเจรจาฝรั่งเศสและ อังกฤษให้คืนแผ่นดินให้ประเทศสยามได้เป็นแน่แท้

บางครั้งผมก็โกรธ กระทรวงศึกษาธิการของไทย ที่ไม่เคยสอนเยาวชนคนไทยเลย ว่าเราถูกฝรั่งปล้นแผ่นดินไปในสมัยรัชกาลที่ 4-5 ถึง 5 ครั้ง แผ่นดินที่ถูกปล้นไปนั้น มีความกว้างใหญ่ไพศาลเกือบเท่ากับประเทศไทยในปัจจุบันนี้

ทุกวันนี้ ไทยมีพื้นที่ 513,115 ตร.กม. เราเสียแผ่นดินให้ฝรั่งเศส 5 ครั้ง คือ
พ.ศ.2410 เสียไป 124,000 ตร.กม.
พ.ศ.2431 เสียไป 87,000 ตร.กม.
พ.ศ.2436 เสียไป 143,000 ตร.กม.
พ.ศ.2446 เสียไป 62,000 ตร.กม. และ
พ.ศ.2449 เสียไป 51,000 ตร.กม.

รวมแผ่นดินที่เราเสียให้ฝรั่งเศส 467,000 ตร.กม. คิดเป็น 91% ของพื้นที่ที่เรามีอยู่ใน ปัจจุบัน ผมยังไม่รวมดินแดนที่เราถูกอังกฤษปล้นไปคือ ปีนัง กลันตัน ตรังกานู ปลิศ และไทรบุรี ซึ่งถ้ารวมกันแล้ว จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้เสียอีก

เสียดายราชวงศ์โรมานอฟ...
เสียดายประเทศไทยอีกครึ่งล้าน ตร.กม.


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   2/11/2005 09:28 AM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 82  
     
 


ฟื้นสัมพันธ์ 150 ปี ไทย-รัสเซีย รับชื่นมื่น วลาดิมีร์ ปูติน
โดย ... พนิดา สงวนเสรีวานิช นสพ.มติชน วันที่ 20 ตุลาคม 2546

การประชุมเอเปคเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อผู้นำประเทศต่างๆ
ทยอยเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2546 ที่ผ่านมานี้

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพตระเตรียมทุกอย่างไว้ครบถ้วน เพราะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การชุมนุมผู้นำประเทศสำคัญๆ ทางด้านเศรษฐกิจอย่างครั้งที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะหนึ่งในแขกบ้านแขกเมืองครั้งนี้คือ .. ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน .. แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งมาในฐานะ .. พระราชอาคันตุกะ .. ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพของ .. พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 .. ประทับเคียงคู่ .. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .. ภาพที่มักถูกหยิบขึ้นมาอ้างถึงทุกครั้งที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เมื่อตอนเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ครั้งนั้นรัสเซียเป็นหนึ่งใน 13 ประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนและทรงได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นอกจากจะทรงเป็นพระสหายสนิทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเป็นผู้ที่ช่วยเจรจาให้ .. ฝรั่งเศส .. หยุดการรุกรานสยามประเทศ หลังจากนั้นไทยยังมีพระบรมวงศานุวงศ์หลายๆ พระองค์ ที่เสด็จไปศึกษาต่อยังรัสเซีย โดยเฉพาะ .. สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ .. พระราชโอรสองค์โปรดที่ประสูติใน .. สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี .. เมื่อสำเร็จวิชาการทหารแล้ว ยังทรงรับราชการเป็นนายทหารแห่งกองทัพบกรัสเซีย กระทั่งเกิดตำนาน .. รักข้ามวรรณะ .. ขึ้นในแผ่นดินหมีขาว ทรงแอบอภิเษกสมรสเงียบๆ กับ .. เอกาเทรินา เดสนิตสกายา .. หรือ .. แคทยา .. ให้ทายาทสืบทอดสายสกุล .. จักรพงษ์ .. ในปัจจุบัน

กระทั่ง ..เพลงสรรเสริญพระบารมี.. ของไทยเรา ก็ยังประพันธ์โดย .. ไพโอตร์ ชูรอฟสกี้ .. นักประพันธ์เพลงและหัวหน้าวงดนตรีชาวรัสเซีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงสดับเสียงดนตรีเป็นครั้งแรก ทรงพอพระทัยถึงกับพระราชทานกล่องยานัตถ์ทำด้วยเงินสลักพระปรมาภิไธยให้แก่ผู้ประพันธ์

ถ้านับย้อนกลับไป ในประวัติศาสตร์จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทย-รัสเซีย เริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ครั้งนั้นเรือเร็ว .. ไคดาม้าก .. และเรือลาดตระเวน .. โนวิก .. ของกองทัพรัสเซีย เข้ามาทอดสมอที่บริเวณปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2406 รัฐบาลไทยในสมัยนั้น แม้จะแคลงใจต่อการมาเยือนของเรือรบรัสเซีย ด้วยคาดไม่ถึง แต่ก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-รัสเซีย ที่ก่อเกิดเมื่อ 150 ปีก่อน

ว่ากันว่า เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทว่า ถ้าพิจารณาในรายละเอียดลึกๆ แล้วจะพบว่าไม่ได้เป็นเรื่องของมิตรภาพเพียวๆ .. ฉลอง สุนทราวณิชย์ .. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย จากสถานการณ์ในขณะนั้นไว้อย่างน่าสนใจ ใน .. รุสเซีย-ไทย สมัยรัชกาลที่ 5-6 .. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบันฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บันฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2516 สรุปได้ว่า ......

เรือรัสเซีย เข้ามาน่านน้ำเจ้าพระยาก็เพื่อดูลาดเลาสถานการณ์ ที่ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษกำลังพยายามขยายอาณานิคมเข้ามาในไทย ด้วยเกรงจะกระทบกระเทือนผลประโยชน์ของตนในจีน ขณะที่ไทยเองก็หวังจะให้รัสเซียเข้ามาช่วยเจรจาให้ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมิตรกับรัสเซีย ยุติการรุกอธิปไตยของไทย

ฉะนั้น เมื่อมีข่าวว่ามกุฎราชกุมารของรัสเซียจะเสด็จผ่านทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อวางศิลาฤกษ์ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ทรงส่ง .. สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ .. เสนาบดีว่าการต่างประเทศในสมัยนั้น ให้ทูลเชิญประพาสไทย พร้อมทั้งให้อุปทูตไทยที่เบอร์ลินเดินทางไปเฝ้า .. พระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก .. พระสหายสนิทของรัชกาลที่ 5 และเป็นพระญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดทางฝ่ายพระราชมารดาของมกุฎราชกุมาร ช่วยสนับสนุนคำทูลเชิญของรัฐบาลไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นของความแนบแน่นของสองราชวงศ์ .. โรมานอฟ-จักรี ..

20-24 มีนาคม พ.ศ.2433 มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเสด็จประพาสไทย พอปี พ.ศ.2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ทรงเสด็จเยือนพระสหาย-พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ทว่า เมื่อรัสเซียประสบปัญหาสงครามกับญี่ปุ่นในตะวันออกไกล ประกอบกับความคาดหวังที่ว่า .. สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถ .. เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะกลับไปรับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐบาล กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ความสัมพันธ์กับไทยจึงห่างไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไทยแสดงความประสงค์ค่อนข้างชัดเจนกับความปรารถนาจะเจริญสัมพันธ์ทางการค้ากับรัสเซียเช่นที่มีต่อมหาอำนาจอื่นๆ

กระทั่งผลัดแผ่นดิน .. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว .. ทรงรับรองการอภิเษกสมรสและพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษภูวนารถอย่างเป็นทางการ ทำให้ฐานะสมเด็จเจ้าฟ้าไทยผู้มีปฏิสัมพันธ์ทางใจกับรัสเซีย มั่นคงขึ้นในราชสำนักและคณะรัฐบาล ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียจึงฟื้นฟูขึ้นใหม่

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 รัสเซียเข้าร่วมสงครามข้างฝ่ายสัมพันธมิตร ขณะที่ไทยประกาศความเป็นกลาง รัสเซียเริ่มหันมาสนใจทำสนธิสัญญาทางการค้า โดยหวังผลทางการเมืองเป็นสำคัญ ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศรัสเซียทวีความคับขัน ยิ่งต้องหาทางยุติสงคราม .. โยเซฟ ลอลิส-เมลิกอฟ .. รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศคนใหม่จึงพยายามโน้มน้าวให้ไทยเข้าสู่สงคราม และแล้วเมื่อกลุ่มบอลเชวิคส์ยึดอำนาจจากรัฐบาลชั่วคราวสำเร็จ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารลับ เปิดเผยเบื้องหลังการเข้าสู่สงครามของรัฐบาลรัสเซียในอดีต

ปรากฏว่า ในนั้นมีเอกสารลับของ .. นายลอริส เมลิกอฟ .. ถึงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวหาว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ทรงรับสินบนจากรัฐบาลอังกฤษ ขณะเดียวกัน ..นายลอริส เมลิกอฟ.. ไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริง ด้วยเหตุผลที่ว่าถูกเรียกตัวไปช่วยรัฐบาลชั่วคราวที่เมืองออมสก์ในไซบีเรีย ไม่อาจกลับเข้ามาทำหน้าที่ในตำแหน่งเดิมในกรุงเทพฯได้ ที่สุด เมื่อพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1918 หรือ พ.ศ.2461 ความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์ โรมานอฟ-จักรี เป็นอันสิ้นสุดลง

ศักราชแห่งความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ระหว่างไทย-รัสเซีย อาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้นขึ้นปลายปี พ.ศ.2534 เมื่อไทยรับรองสหพันธรัฐรัสเซียในฐานะรัฐอธิปไตย และกลับมายืนยันความประสงค์ที่จะเพิ่มพูนความเป็นมิตร และความร่วมมือทางผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน แม้ว่าหลังจากการล่มสลายของสหภาพรัสเซีย .. หมีขาว .. พี่ใหญ่ของโลกฝ่ายซ้ายจะแตกออกเป็น 15 ประเทศ ทั้งยังประสบปัญหาด้านเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศและวิกฤตเศรษฐกิจ

ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีปูติน เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่แพ้ประเทศทางตะวันตก ห้วงเวลาของปลาใหญ่ล่าปลาน้อยเมื่อยุคอาณานิคมเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว การจะหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมในรูปแบบใหม่จำต้องปรับกระบวนยุทธ์ใหม่ จึงเกิดความสัมพันธ์ครั้งใหม่ไทย-รัสเซียในยุคที่เศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเมือง โดยเฉพาะการประชุมผู้นำเอเปคที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองแบบห้ามกะพริบตา..!!


 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   3/11/2005 01:20 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 83  
     
 


รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 8-9
โดย ... นิติภูมิ นวรัตน์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 3-4 พฤศจิกายน 2548


ถ้าพระเจ้าซาร์นิโคลัส ที่ 2 ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับรัสปูติน ความเชื่อถือของราชวงศ์โรมานอฟ ก็อาจจะยังอยู่ในหมู่ของประชาชน และก็อาจจะไม่ต้องล้มราชวงศ์ โรมานอฟที่ปกครองรัสเซียมายาวนานกว่า 300 ปี และประเทศสยามในสมัยนั้นก็อาจจะพึ่งพามหาอํานาจ รัสเซียเอาแผ่นดินของไทยที่ฝรั่งเศส และอังกฤษปล้นไปคืนมา ถ้าเหตุการณ์ในอดีตเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยในปัจจุบันก็จะมีพื้นที่ถึง 1 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่โตกว่าขนาดในปัจจุบันถึง 1 เท่าพอดิบพอดี

ความผิดพลาดของซาร์นิโคลัส และซารินาพระมเหสีอยู่ตรงที่ว่า ทั้งสองพระองค์ทรงเชื่อว่ารัสปูตินเป็นคนของพระเจ้าที่สามารถสร้างสิ่งปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะยิ่งอํานาจในการรักษาโรคร้ายของซาเรวิชอะเลกเซย์ ราชโอรส รัสปูตินจึงเข้าไปยุ่มย่ามในราชสํานัก ปลดคนโน้น แต่งตั้งคนนี้ ข้าราชการคนไหนต่อต้านรัสปูติน ซารินาก็จะขอให้พระเจ้าซาร์พระสวามีลงโทษ หรือปลดออกจากตําแหน่งหน้าที่ทันที

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องเสด็จไปบัญชาการรบนอกกรุงมอสโก ซารินาถึงขนาดโปรดให้รัสปูตินรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินแทนพระนาง การให้เมียมายุ่งเกี่ยวกับงาน การบ้านการเมืองนี่แหละครับ ทําให้สมาชิกสภาดูมาและประชาชนทนกันไม่ได้ สุดท้ายทุกฝ่ายก็รวมหัวกันปฏิวัติ

ข่าวคาว ที่ทําให้การดํารงทรงไว้ซึ่งเกียรติยศของราชวงศ์โรมานอฟ หมดไปก็คือ เป็นที่พูดจาหนาหูกันทั่วไปว่า รัสปูตินเป็นชู้กับซารินา แถมยังข่มขืนแกรนด์ดัชเชสพระราชธิดาทั้ง 4 พระองค์ด้วย ส่วนเรื่องที่บรรดาภรรยาข้าราชบริพารทั้งหลายทั้งปวงถูกรัสปูตินลาก ไปร่วมเพศนั้น เป็นเรื่องจริงที่มีคนเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บรรดาภริยารัฐมนตรีและนางสนองพระโอษฐ์ จํานวนไม่น้อยที่ประสงค์จะมีเพศสัมพันธ์กับรัสปูติน เพราะรัสปูตินเป็นคนที่มีอวัยวะเพศใหญ่โตมโหฬารมาก เป็นที่เลื่องลือว่า ถ้าสตรีคนใดได้เกี่ยวดองหนองยุ่งกับรัสปูตินแล้ว เธอจะต้องหวนกลับมาร่วมเพศกับรัสปูตินอีก

รัสปูตินทําให้ ราชวงศ์โรมานอฟมัวหมองมาก บรรดาสมาชิกราชวงศ์ทนไม่ไหว สุดท้ายเจ้าชายเฟลิกซ์ ยุสซูปอฟ และบรรดาพระญาติต้องวางแผนสังหารรัสปูติน ด้วยการวางยาพิษและยิงทิ้ง

ตอนจักรวรรดิจะสลาย รัสเซียมีการปฏิวัติหลายครั้ง ครั้งสําคัญก็เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2460 ครั้งนี้ที่ทําให้ราชวงศ์โรมานอฟล่ม อีกครั้งหนึ่งก็คือ การปฏิวัติเดือนตุลาคม พ.ศ. 2460 ตอนนั้นซาเรวิช อดีตมกุฎราชกุมารมีพระชันษา 13 ปี ต้องเสด็จย้ายที่ประทับตามพระราชบิดา พระราชมารดาและพระราชวงศ์อื่นๆไปไซบีเรีย ทรงถูกควบคุมตัวไว้ที่บ้านอิมปาตีฟ เมืองเอคาเตรินบูร์กในไซบีเรีย

กลางราตรีของวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระราชวงศ์ทั้งหมดถูกปลุกให้ตื่นเพื่อย้าย ที่ประทับไปยังห้องใต้ดินชั้นล่าง พวกคอมมิวนิสต์ ให้เหตุผลว่า เพราะมีการต่อสู้กันใกล้กับสถานที่ประทับซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อราชวงศ์

นายยอคอฟ ยูรอฟสกี ได้บันทึกเหตุการณ์ในราตรีนี้ไว้ว่า ตนขอให้พระราชวงศ์ฉายพระรูปหมู่เพื่อจะแสดงต่อ ประชาชนว่าราชวงศ์ทุกพระองค์ยังคงปลอดภัย ขณะที่เตรียมฉายพระรูป ยูรอฟสกีและทหารบอลเชวิครวม 12 คน ก็ระดมยิงใส่ราชวงศ์ ซาเรวิชอดีตมกุฎราชกุมารไม่ได้สิ้นพระชนม์โดยทันที เพราะก่อนที่จะถูกระดมยิงนั้น ทรงอยู่ในอ้อมพระพาหาของพระราชบิดา และพระราชบิดาคือซาร์นิโคลัสที่ 2 ทรงล้มทับพระองค์ไว้ ยูรอฟสกีจึงยิงซาเรวิชซํ้าบริเวณพระกรรณอีก 2 นัด จนสิ้นพระชนม์

พระศพของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ถูกนําไปทําลายและฝัง ไว้ที่บริเวณเหมืองร้าง ในป่าคอปเตียกี นอกเมืองเอคา-เตรินบูร์กประมาณ 20 กม.

เมื่อสิ้นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 พระมหามิตรแห่งราชอาณาจักรสยาม รัฐบาลไทยก็พยายามปกปิดความสัมพันธ์อันดีในอดีตระหว่างสยามกับรัสเซีย และก็ไม่มีใครเอ่ยถึงการจะนําดินแดนที่ฝรั่งเศสและ อังกฤษปล้นไทยไปเป็นเวลา หลายครั้งติดต่อกันกลับคืนมา ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้


-------------------------------------------------------------
>>>>>> คลิกอ่าน รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 8 ได้ที่นี่นะคะ
>>>>>> คลิกอ่าน รัสเซียเคยช่วยไทยให้พ้นเงื้อมมือหมาป่า ... 9 ได้ที่นี่นะคะ

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   5/11/2005 05:24 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 84  
     
  เอ่อ...
ไม่ได้จับผิดนะ
แต่ภาพตรงหัวข้อวัดบวรฯ (ความเห็นที่ 5)
เป็นภาพของศาลาสำราญมุขมาตย์ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
http://www.thailandmuseum.com/bangkok/mookrmat.htm
 
     
    By: noi  Mail to noi   1/12/2005 11:03 AM  (61.90.219.238)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 85  
     
 


ภาพในความคิดเห็นนี้ คือ โบสถ์วัดบวรฯ

ขอโทษนะคะ คงใส่ภาพผิด
ขอบคุณ คุณ noi มากๆ ที่กรุณาเช็คภาพให้

ขอบคุณมากๆ ค่ะ


ภาพในความคิดเห็นที่ 5 คือ พระราชวังบวรสถานมงคล แต่เดิมเป็น พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้าซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่ง และ พระตำหนักอันนับเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้น ที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งทรงโปรด เกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการต่างๆ นับว่าเป็นบ่อเกิดของพิพิธภัณฑ์ในสมัยต่อมา

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง มิวเซียม ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือ หอคองคอเดีย ใน พระบรมมหาราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2430 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทิวงคต จึงได้มีประกาศยกเลิกตำแหน่งพระอุปราช แล้วทำให้สถานที่ใน พระราชวังบวรสถานมงคล ว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดีย ไปตั้งจัดแสดงที่ พระราชวังบวรสถานมงคล เฉพาะด้านหน้า 3 องค์ โดยใช้พระที่นั่งด้านหน้า คือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า พิพิธภัณฑ์วังหน้า

ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียร ใน พระราชวังบวรสถานมงคล ทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้น และ ได้จัด พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ให้เป็นสถานที่จัดแสดง ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย ตำรา โบราณ เรียกว่า หอสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477

 
     
    By: น้ำตาล  Mail to น้ำตาล   1/12/2005 06:06 PM  (202.44.8.98)
 

 
  ความคิดเห็นที่: 86  
     
  คุณตาล รูปภาพที่คุณเอาขึ้นนี้ตอนเลิกทาสคุณสามารถส่งมาทางเมล์ให้ผมได้ไหมรบกวนหน่อยนะคับเมล์ผมนะ Kom_beuty@hotmail.com  
     
    By: นุ  Mail to นุ   19/01/2006 08:46 PM  (203.149.11.131)
 


     
 
       
ชื่อ ::
  *
 
อีเมล์ ::
 
 
รูปประกอบ ::
  ไม่เกิน 50 Kb
     
Insert Bold text Insert Italicized text Insert Underlined text Insert Centered text Insert a Hyperlink Insert Email Hyerplink Insert an Image Insert Code Formatted text Insert Quoted text
 
รายละเอียด ::
  *
  ใส่รูปแสดงอาการ ::   Confused Idea Smile Wink Coool Love It Cry Devil Kiss Yum Big Grin Smiley Razz Brow
Blue Smile Ek Frusty Eek Weird Look Bawling Angry Fire Red Face Eplus Uh Oh Crying Sinister Tongue Roll Eyes
       
     
 
     
 
 Search Word:
ข้อความที่ท่านได้อ่านในเว็บเพจนี้ เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง
และถ้าท่านพบเห็นข้อความใด ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งเพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบ ขอขอบพระคุณ


Copyright © 2001-2002 - nineto.com. All Rights Reserved.